วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Skincare Basic 9.1

Antioxidants

ถามคนที่เดินไปเดินมาตามท้องถนนว่าเคยได้ยินคำว่า “อนุมูลอิสระ” (Free-Radical) กับ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidant) กันบ้างรึเปล่า กระผมคาดว่ากว่า 90% ต้องบอกว่า “เคย”

แต่ถ้าถามคนเหล่านั่นต่อว่า “อนุมูลอิสระ” (Free-Radical) มันคืออะไร ก่อผลเสียกับร่างกายยังไง แล้ว “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidant) มีประโยชน์อย่างไร? คงเหลือไม่ถึง 10% ที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้

ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า “อนุมูลอิสระ” หรือ “Free-Radical” มันคืออะไร โดยจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้



Free Radical & Reactive Oxygen Species (ROS) คืออะไร



“อะตอม” หรือ “โมเลกุล” ที่เสถียรเป็นปกตินั้นจะประกอบไปด้วย “อิเลคตรอน” 2 ตัว หรือ 8 ตัวเสมอ

ถ้าอิเลคตรอนหายไปสักตัว อะตอมหรือโมเลกุลตัวนั้นก็จะไม่เสถียร โมเลกุลที่ไม่เสถียรเหล่านี้ก็คือ “อนุมูลอิสระ” หรือ “Free-Radical” นั่นเอง
 


ตามธรรมชาติแล้ว อะตอมหรือโมเลกุลจะพยายามทำให้ตัวเองเถียร ด้วยการ “แย่ง” อิเลคตรอน จากอะตอมหรือโมเลกุลที่อยู่ข้างเคียง โมเลกุลที่ถูกแย่งอิเลคตรอนไปก็จะไม่เสถียรและทำการแย่งอิเลคตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงมาแทนที่ เป็นวงจรอุบาว์ทที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด

Reactive Oxygen Species ก็คือโมเลกุลของออกซิเจนที่ไม่เสถียรเนื่องจากมีจำนวนอิเลคตรอนไม่ครบคู่ ในบางกรณี Free Radical อาจจะเหมารวมว่าเป็น Reactive Oxygen Species (ROS) ไปเลยก็ได้ เพราะอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเพราะ “ออกซิเจน”


เราหลีกเลี่ยงอนุมูลอิสระได้รึเปล่า?


ไม่ได้... เพราะอนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้ทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย

คนส่วนใหญ่คิดว่าอนุมูลอิสระเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกอย่าง ออกซิเจน, มลพิษ, ควันบุหรี่, แสงแดด, หรือสารก่อการระคายเคืองเช่น แอลกอฮอล์น้ำหนักโมเลกุลต่ำ (อย่าง Alcohol Denat. เป็นต้น) แต่จริง ๆ แล้วร่างกายของเราเองก็สร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาเองด้วยเหมือนกัน

ภายในเซลล์ของเราจะมีแหล่งพลังงานที่เหมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เรียกว่า ไมโทคอนเดรียล (Mitochondrial) ซึ่งใช้สารอาหารและออกซิเจนในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ ของเสียที่ออกมาจากกระบวนการนี้ก็คือ Reactive oxygen species หรืออนุมูลอิสระนั่นเอง

 
เรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับออกซิเจน...
 
 


เรื่องมีอยู่ว่า...

ครั้งหนึ่งเหมือนกระผมกำลังเดินเหล่เครื่องสำอางแบรนด์ P อยู่ดี ๆ คุณ BA ก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับพร้อมกับเริ่มแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างกระตือรือร้น ถึงใจจริงอยากจะเดินดูด้วยตัวเองมากกว่า แต่ด้วยความเกรงใจก็ทำเป็นโง่ไม่รู้เรื่องให้เขาลองแนะนำดูซะบ้างก็ได้

ทุกอย่างก็ดูปกติดีจนกระทั่งประโยคนี้ลอยมากระแทกหูของกระผม…

“สครับตัวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ลดการอุดตันผิว ทำให้ผิว ‘หายใจ’ ได้สะดวกขึ้น หลังจากนั้นก็ต้อง ‘เติมออกซิเจนให้ผิว’ ด้วยครีมกระปุกนี้ ผิวจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและลดการเกิดสิวได้”

ปูเป้รู้สึกตกใจแต่ก็ไม่ได้แสดงออก หูก็ฟังเขาพล่ามต่อไปแต่ในใจก็คิดว่า “ไม่ทราบพ่อเป็นคางคกรึไง ถึงได้หายใจแลกเปลี่ยนออกซิเจนทางผิวหนังได้... แล้วการทาผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยออกซิเจนใส่ผิวก็ทำให้เกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ไม่ได้ช่วยบำรุงผิวตรงไหนเลย ”

ความเชื่อบ้าบอที่ว่า “การเติมออกซิเจนให้ผิวเป็นสิ่งที่ดี” นี้เกิดขึ้นจากไหนกระผมก็ไม่ทราบได้ แต่ก็หวังว่าทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้จะเลิกเชื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้นะขอรับ


ผลเสียที่เกิดขึ้นจากอนุมูลอิสระ
 
 


อนุมูลอิสระก่อความเสียหายให้กับเซลล์ โดยทำให้เซลล์อ่อนแอลงหรือถึงขั้นเซลล์ตายได้ นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า อนุมูลอิสระ เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าอนุมูลอิสระอาจทำให้ DNA เสียหาย ส่งผลให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวไม่สมบูรณ์และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งได้

เมื่ออนุมูลอิสระเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เหตุใดทำไมเราจึงยังมีชีวิตอยู่ได้ล่ะ... ก็ในเมื่อรอบด้านเรามีแต่อนุมูลอิสระ อากาศที่เราหายใจก็มีออกซิเจน... คำตอบก็คือ เพราะเรามี “สารต้านอนุมูลอิสระ” หรือ “Antioxidant”



Antioxidant ผู้ใจบุญ
 
 
 

"สารต้านอนุมูลอิสระ" หรือ "Antioxidant" จะทำการบริจาคแจกจ่าย อิเลคตรอน ของตัวเองให้กับ อนุมูลอิสระ หรือโมเลกุลที่มีอิเลคตรอนไม่ครบคู่ ผลก็คือ Antioxidant จะช่วยหยุดกระบวนการลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวไม่ให้ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่ที่จะเกิดขึ้น

ในแง่ของความงาม การปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระก็เท่ากับการชะลอความแก่นั่นเอง (ย้ำว่าแค่ “ชะลอความแก่” ไม่ได้ “หยุดยั้งริ้วรอยไม่ให้เกิด"”หรือ “ย้อนวัยให้ผิว” ได้)

สำหรับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ร่างกายของเรามีกลไกปกป้องตนเองตามธรรมชาติโดยสร้างเอมไซม์ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant อย่าง Superoxide Dismutase แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายก็ผลิตเอมไซม์เหล่านี้ได้น้อยลง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ ที่มีสาร Antioxidant ไปช่วยเสริม

สำหรับภายนอก การทา Skincare ที่มีส่วนผสมของสาร Antioxidant เป็นประจำจะช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและเสริมประสิทธิภาพของครีมกันแดด


หมั่นทำบุญให้ผิวเป็นประจำ




การทา Antioxidant เป็นประจำทุกวันก็เหมือนกับการ “ทำบุญ” คือจะไม่เห็นผลในเวลาอันสั้น แต่ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็จะเห็นผลบุญที่สั่งสมได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น (ก็ยังดีที่ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าถึงจะเห็นผล)

ถ้าเราบำรุงผิวด้วย Antioxidant เป็นประจำ อาจจะไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันในวันนี้ แต่ถ้าเวลาผ่านไปสัก 10 ปี จะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าผิวของเราดูอ่อนเยาว์กว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ไม่ได้บำรุงผิวด้วย Antioxidant

มีหลายคนที่เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Antioxidant เข้มข้นเพียงเพราะรู้สึกว่าไม่เห็นผลในระยะเวลาอันสั้น เลยไปเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลทางคอสเมติคชั่วครั้งชั่วคราวไม่ได้มีประโยชน์กับผิวในระยะยาวแต่อย่างใด

การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ดีกว่า การมาแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเราจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Antioxidant มาบำรุงผิวแต่เนิ่น ๆ และใช้อย่างเป็นประจำตลอดไป

สาร Antioxidant ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด?



ทุกแบรนด์ต่างก็โฆษณาว่า สาร Antioxidant ที่เขาใช้นั้นดีเลิศที่สุดในจักรวาล มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินอีแปดร้อยล้านเท่าหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่จริง ๆ แล้วไม่มี Hero สำหรับในหมู่ Antioxidant

สาร Antioxidant แต่ละตัวก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป บ้างก็มีความสามารถพิเศษช่วยต้านการระคายเคือง บ้างก็สามารถลดความเสียหายจากรังสี UV บ้างก็ช่วยลดการอักเสบของผิว และอื่น ๆอีกมากมาย

เราจึงไม่ควรหวังกับสาร Antioxidant ตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะทุกตัวต่างก็มีประโยชน์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป



ผลิตภัณฑ์ Antioxidant ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?


ผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์หาได้ไม่ยากในปัจจุบัน และมีตัวเลือกที่ราคาไม่แพงอยู่หลากหลาย แต่ราคาแพงมากมายก็มีให้เลือกใช้ตามกำลังทรัพย์ (แต่ไม่ได้หมายความว่าของแพงจะดีกว่าของถูกนะ)

แต่หลัก ๆ แล้วผลิตภัณฑ์ Antioxidant ที่ดีควรจะ

- มีสาร Antioxidant อยู่หลายชนิดผสมกันอยู่ในผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน

-มีสาร Antioxidant ผสมอยู่ในความเข้มข้นที่เหมาะสมด้วย โดยดูใน Ingredients List ว่าสาร Antioxidant เหล่านั้นต้องอยู่เป็นอันดับต้น ๆ หรือมีมากกว่าน้ำหอมและสารกันเสีย

- ปราศจากสารก่อการระคายเคือง

- อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม อย่าง หลอดบีบทึบแสง หรือขวดปั้มทึบแสง เพราะสาร Antioxidant มักเสื่อมประสิทธิภาพได้ง่ายเมื่อเจอออกซิเจนและแสง
 
สาร Antioxidant ที่พบบ่อย ๆ


Vitamin Base Antioxidant : Vitamin A, B3 , C ,E (ข้อมูลโดยละเอียดมีเสนอในบทถัดไป)

Plant Base Antioxidant : Greean Tea, Pomegranate, Grape Seed, Soy Isoflavones / Soy Extract, Ginkgo Biloba

Enzyme Base Antioxidant : Superoxide Dismutase, Ethylbisiminomethylguaiacol Manganese Chloride
 
 
สาร Antioxidant ที่พบบ่อย ๆ


Vitamin Base Antioxidant : Vitamin A, B3 , C ,E (ข้อมูลโดยละเอียดมีเสนอในบทถัดไป)

Plant Base Antioxidant : Greean Tea, Pomegranate, Grape Seed, Soy Isoflavones / Soy Extract, Ginkgo Biloba

Enzyme Base Antioxidant : Superoxide Dismutase, Ethylbisiminomethylguaiacol Manganese Chloride
 
 




ชื่อผลิตภัณฑ์ รีวิว และส่วนผสม เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา


Paula’s Choice : Skin Balancing Super Antioxidant Mattifying Concentrate

Price: $22.95 / 30 ml.

อัดแน่นไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์มากมายหลากหลายชนิด ซึ่งทุกตัวนั้นมีข้อมูลการวิจัยมาพิสูจน์ประสิทธิภาพแล้วทั้งนั้น

เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นแบบซิลิโคนล้วน ให้ความรู้สึกลื่นผิวทันทีที่ใช้ (แต่การต้องมาเขย่าหลอดทุกครั้งก่อนใช้นี่ก็เสียเวลาอยู่นะ) แถมชนิดซิลิโคนที่ใช้ก็เป็นแบบแห้งเร็วและช่วยดูดซับความมันได้ด้วย นี่จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจสำหรับผิวมันผู้ต้องการได้รับประโยชน์จากสารแอนติออกซิแดนท์แต่ไม่ชอบความรู้สึกเหนอะหนะ

Tips : เบสซิลิโคนของผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถใช้แทน Foundation Primer ไปได้เลยในตัว

Ingredients :
Dimethicone Crosspolymer (silicone slip and absorbent agent), Cyclomethicone (silicone slip agent), Isododecane (matte finish solvent), Neopentyl Glycol Diheptanoate (non-aqueous thickener), Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane (silicone slip agents), Tocopherol Acetate (vitamin E/antioxidant), Chamomilla Recutita (Matricaria) Flower Extract, Epilobium Angustifolium (Willow Herb) Extract (anti-irritants), Camellia Oleifera (White Tea) Leaf Extract, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract (antioxidants/anti-irritants), Vitis Vinifera (Grape Seed) Extract (antioxidant), Bisabolol (anti-irritant), Tetrahexyldecyl Ascorbate (vitamin C/antioxidant), Retinol (antioxidant/cell-communicating ingredient), Astaxanthin Extract, Ginkgo Biloba Leaf Extract, Calluna Vulgaris (Heather) Extract, Vaccinium Macrocarpon (Cranberry) Seed Extract, Rubus Idaeus (Raspberry) Seed Extract, Betula Alba (White Birch) Extract (antioxidants), Caprylic/Capric Triglyceride (thickener), Silica (absorbent), Phenoxyethanol (preservative)


Paula’s Choice : Healthy Skin Refreshing Toner

อาจจะงงว่าทำไมถึงแนะนำโทนเนอร์ให้เป็น Treatment แต่ Healthy Skin Refreshing Toner มีสารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณที่ทำให้เซรั่มราคาแพง (แต่ส่วนผสมห่วย) บางตัวต้องอับอาย

นี่เป็นสินค้า Must-Try สำหรับผู้ที่มีผิวมันและต้องการได้รับประโยชน์จากสารแอนติออกซิแดนท์โดยไม่ต้องทรมานกับความเหนอะหนะบนใบหน้า

Ingredients :
Water, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract (antioxidant), Epilobium Angustifolium (Willow Herb) Extract (anti-irritant), Vitis Vinifera (Grape) Seed Extract (antioxidant), Sodium Hyaluronate (water-binding agent), Glycerin (water-binding agent), Methyl Gluceth-20 (humectant), Sodium PCA (water-binding agent), Allantoin (anti-irritant), Butylene Glycol (water-binding agent), Caprylyl Glycol, Hexylene Glycol (preservatives), Bisabolol, Panthenol (anti-irritants), Polysorbate 20 (emulsifier), PEG-90M (stabilizer), Sodium Chloride, Sodium Citrate, Citric Acid, Potassium Phosphate (pH adjusters), Phenoxyethanol (preservative)


Clinique : Advanced Stop Signs Serum

Price: $38.50 / 50 ml.

เซรั่มตัวนี้ไม่สามารถหยุดยั่งการเกิดริ้วรอยได้อย่างที่เขาพยายามโฆษณา แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์นานาชนิด พ่วงมาด้วยสารต้านการระคายเคือง ให้ความชุ่มชื้น บรรจุในขวดปั้มทึบแสง และมีราคาไม่แพงโอเว่อร์เกินไปนัก

เนื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ค่อนข้างบางเบาทีเดียวทำให้เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวธรรมดาถึงผิวมัน

Ingredients :
Water, Cyclopentasiloxane, Butylene Glycol, Bis-Peg-18 Methyl Ether Dimethyl Silane, Glycerin, Peg-60 Hydrogenated Castor Oil, Silica, Methyl Gluceth-20, Yeast Extract, Squalane, Camellia Sinensis (Green Tea) Leaf Extract, Acetyl Carnitine Hcl, Bifida Ferment Lysate, Hordeum Vulgare (Barley) Extract, Triticum Vulgare (Wheat) Germ Extract, Tocopheryl Acetate, Anthemis Nobilis (Chamomile), Micrococcus Lysate, Morus Bombycis (Mulberry) Root Extract, Magnesium Ascorbyl Phosphate, Caprylyl Glycol, Sodium Hyaluronate, Betula Alba (Birch) Extract, Scutellaria Baicalensis Root Extract, Glycine Soja (Soybean) Seed Extract, Lecithin, Palmitoyl Oligopeptide, Dimethicone, Polymethylsilsesquioxane, Caffeine, Cholesterol, Linoleic Acid, Glyceryl Polymethacrylate, Peg-8, Polymethyl Methacrylate, Carbomer, Tromethamine, Xanthan Gum, Sodium Metabisulfite, Sodium Sulfite, Disodium Edta, Bht, Phenoxyethanol, Mica, Red 33, Yellow 5, Titanium Dioxide


Prescriptives : Super Line Preventor Xtreme

Price : $48 / 30 ml.

ใครที่ไม่ชอบเซรั่มเนื้อซิลิโคนลื่นๆ เพราะรู้สึกว่ามัน Ball up หรือลอกเป็นขุยได้ง่ายเวลาทาครีมกันแดดหรือลงรองพื้น คงจะถูกใจกับเนื้อผลิตภัณฑ์ของ Super Line Preventor Xtreme ขวดนี้เพราะว่าเบสเซรั่มเป็น น้ำ + Slip Agent

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไม่สามารถป้องกันการเกิดริ้วรอยได้สมชื่อ (เพราะไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งการเกิดริ้วรอยได้) แต่ถ้าเรื่องชะลอการเกิดริ้วรอยแต่เนิ่น ๆ ล่ะก็สบายมาก ต้องขอบคุณ Prescriptives ที่นำเสนอสูตรผสมอันแสนยอดเยี่ยมที่อุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์นานาชนิด แถมปราศจากน้ำหอมด้วย!!!

น่าเสียดายจริง ๆ ที่แบรนด์นี้เลิกทำการตลาดในภูมิภาคเอเชียไปแล้ว (มีคนเขาบอกมา) ใครที่สนใจก็คงต้องฝากซื้อจากอเมริกานะขอรับ

Ingredients :
Water, Butylene Glycol, Methyl Gluceth-20, Peg-75, Glycereth-26, Dipropylene Glycol, Peg-8 Dimethicone, Ascorbyl Tocopheryl Maleate, Ethylbisiminomethylguaiacol Manganese Chloride, Acetyl Hexapeptide-8, Decarboxy Carnosine Hcl, Aminoguanidine Hcl, Citrus Reticulatae Peel Extract, Acetyl Glucosamine, Humulus Lupulus (Hops) Extract, Vitis Vinifera (Grape) Seed Extract, Selaginella Tamariscina (Spike Moss) Extract, Polygonum Cuspidatum Root Extract, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Juice Extract, Curcuma Longa (Turmeric) Root Extract, Sodium Grape Seed Extract Phosphate, Perilla Ocymoides Seed Extract, Citrus Grandis (Grapefruit) Peel Extract, Plankton Extract, Creatine, Aminopropyl Ascorbyl Phosphate, Linoleic Acid, Yeast Extract, Oleth-3 Phosphate, Linolenic Acid, Cyclopentasiloxane, Oleth-3, Adenosine Phosphate, Hydrogenated Polyisobutene, Oleth-5, Dimethicone, Caffeine, Tocopheryl Acetate, Polysilicone-11, Sodium Pca, Caprylyl Glycol, Ppg-6 Decyltetradeceth-30, Allyl Methacrylates Crosspolymer, Peg/Ppg-20/20 Dimethicone, Glycerin, Dextrin, Sodium Hyaluronate, Mannitol, Anthemis Nobilis (Chamomile), Urea, Lecithin, Polyquaternium-51, Nordihydroguaiaretic Acid, Cyclodextrin, Acetyl Carnitine Hcl, Trehalose, Ethylhexyl Methoxycinnamate, Xanthan Gum, Hexylene Glycol, Potassium Carbomer, Carbomer, Disodium Edta, Bht, Phenoxyethanol, Yellow 5, Green 5, Red 33


Bobbi Brown : Intensive Skin Supplement

Price : $60.00 / 30 ml.

นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ สารต้านการระคายเคือง Natural Moisturizing Factors และ Cell-Signaling Substance ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผิวคุณในระยะยาว แต่มันไม่ได้วิเศษขนาดป้องกันริ้วรอยไม่ให้เกิดขึ้น หรือทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างที่เขาโฆษณาหรอกนะขอรับ

Ingredients :
Water, Butylene Glycol, Peg-8 Dimethicone, Methyl Gluceth-20, Glycerin, Polymethylsilsesquioxane, Sucrose, Peg-60 Hydrogenated Castor Oil, Tocopheryl Acetate, Vitis Vinifera (Grape) Fruit Extract, Acetyl Glucosamine, Scutellaria Baicalensis Root Extract, Magnesium Ascorbyl Phosphate, Morus Bombycis (Mulberry) Root Extract, Camellia Sinensis (Green Tea) Leaf Extract, Caffeine, Sodium Hyaluronate, Acetyl Hexapeptide-3, Ceramide 2, Linoleic Acid, Retinyl Palmitate, Betula Alba (Birch) Extract, Cholesterol, Isopentyldiol, Caprylyl Glycol, Xanthan Gum, Oryzanol, Sodium Sulfite, Sodium Metabisulfite, Edta, Disodium Edta, Bht, Sodium Dehydroacetate, Phenoxyethanol, Methylparaben, Ethylparaben, Propylparaben, Butylparaben, Isobutylparaben


Estee Lauder : Advanced Night Repair Concentrate Recovery Boosting Treatment

Price : $85 / 30 ml.

ไม่มีเหตุผลที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เฉพาะตอนกลางคืน เพราะสารแอนติออกซิแดนท์ที่มากมายและหลากหลายในนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพของครีมกันแดดได้อย่างไม่ต้องสงสัย เนื้อผลิตภัณฑ์เบสน้ำ+ซิลิโคนก็ให้ความรู้สึกนุ่มลื่นเมื่อทา

ขอยืนยันการันตีว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดทั้งปี (ถ้าจ่ายไหว...เพราะว่ามันแพงใช่ย่อยเลยล่ะ....

Ingredients :
Water, Cyclopentasiloxane, Butylene Glycol, Bifida Ferment Lysate, Bis-Peg-18 Methyl Ether Dimethyl Silane, Glycerin, Peg-60 Hydrogenated Castor Oil, Silica, Methyl Gluceth-20, Tocopheryl Acetate, Glycine Soja (Soybean) Seed Extract, Olea Europaea (Olive) Fruit Extract, Triticum Vulgare (Wheat Bran) Extract, Polygonum Cuspidatum Root Extract, Vitis Vinifera (Grape) Seed Extract, Selaginella Tamariscina (Spike Moss) Extract, Cola Nitida (Kola) Nut Extract, Humulus Lupulus (Hops) Extract, Ascorbyl Tocopheryl Maleate, Nordihydroguaiaretic Acid, Citri Reticulate Peel Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Juice Extract, Cholesterol, Sea Whip Extract, Sodium Hyaluronate, Micrococcus Lysate, Caffeine, Alteromonas Ferment Extract, Sodium Rna, Pantethine, Arabidopsis Thaliana Extract, Yeast Extract, Ethylbisiminomethylguaiacol Manganese Chloride, Anthemis Nobilis (Chamomile), Linoleic Acid, Lecithin, Hydrogenated Lecithin, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Extract, Linolenic Acid, Xanthan Gum, Polymethylsilsesquioxane, Tromethamine, Carbomer, Dimethicone, Caprylyl Glycol, Lauryldimonium Hydroxypropyl Hydrolyzed Soy Protein, Potassium Sulfate, Cyclodextrin, Peg-9 Dimethicone, Simethicone, Caprylic/Capric Triglyceride, Disodium Edta, Bht, Potassium Sorbate, Phenoxyethanol, Caramel, Titanium Dioxide


Estee Lauder : Nutritious Vita-Mineral Radiance Serum

Price : $40 / 30 ml.

ถ้าซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้เพราะหวังว่าจะเห็นผลชัดเจนหรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น ปูเป้ว่ามีสิทธิ์ได้เขวี้ยงทิ้งลงถัง เพราะผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไม่สามารถผลัดเซลล์ผิวได้อย่างที่เขาโฆษณา สิ่งที่คุณได้จริง ๆ ก็คือสารแอนติออกซิแดนท์จากพืชหลากหลายชนิด (แน่นอนว่ามีน้ำมันสกัดจากเมล็ดทับทิมด้วย)

ก็ถือเป็นเซรั่มแอนติออกซิแดนท์ราคาแพงหนึ่งตัว ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่รู้จะเอาเงินไปถลุงเล่นยังไง

(ส่วนผสมคล้าย ๆ กับ Prescriptives : Super Line Preventor Xtreme )

Ingredients :
Water, Butylene Glycol, Methyl Gluceth-20, Peg-75, Glycereth-26, Peg-8 Dimethicone, Oryza Sativa (Rice) Bran Extract, Hydrolyzed Soy Protein, Saccharomyces/Zinc Ferment Extract, Hydrolyzed Yeast Protein, Passiflora Alata (Passionfruit) Fruit Extract, Saccharomyces Ferment Lysate Filtrate, Sigesbeckia Orientalis (St. Paul's Wort) Extract, Camellia Sinensis (Green Tea) Leaf Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Seed Oil, Saccharomyces/Magnesium Ferment Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Fruit Juice, Saccharomyces Lysate Extract, Hydrolyzed Corn Protein, Sodium Hyaluronate, Centella Asiatica (Hydrocotyl) Extract, Saccharomyces/Calcium Ferment Extract, Creatine, Hydrolyzed Wheat Protein, Dimethicone, Prunus Mume Fruit Extract, Calluna Vulgaris (Heather) Extract, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Oleth-3 Phosphate, Cyclopentasiloxane, Oleth-3, Ethylhexylglycerin, Dipropylene Glycol, Hydrogenated Polyisobutene, Oleth-5, Tocopheryl Acetate, Sucrose, Caffeine, Polysilicone-11, Glycerin, Pantethine, Acetyl Carnitine Hcl, Acetyl Glucosamine, Phytantriol, Ppg-6 Decyltetradeceth-30, Fragrance, Peg/Ppg-20/20 Dimethicone, Adenosine Phosphate, Cyclodextrin, Potassium Carbomer, Carbomer, Ethylhexyl Methoxycinnamate, Ethylbisiminomethylguaiacol Manganese Chloride, Xanthan Gum, Bht, Disodium Edta, Phenoxyethanol, Red 33, Yellow 5


MD Formulations : Moisture Defense Antioxidant Hydrating Gel

Price: $45.00/1 ounce

ไม่มีอะไรมากไปกว่า น้ำ + สารให้ความชุ่มชื้น + สารแอนติออกซิแดนท์แบบเอมไซม์และจากพืช แล้วก็ Lipid ที่ช่วยเสริมชั้นเคลือบผิว

เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะชี้ให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่อวดตัวเป็น “เวชสำอาง” ก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจาก “เครื่องสำอาง” เพราะคุณสามารถหาส่วนผสมพวกนี้ได้ไม่ยากหรอก

แต่ถ้าคุณรู้สึกสบายใจกว่ากับการจ่ายเงินแพง ๆ เพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีแพทย์ผิวหนังเป็นคนโฆษณา นี่ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีใช้ได้ และมันก็เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะกับผิวมันที่เสาะแสวงหามอยซืเจอไรเซอร์แบบเจลที่ไม่หนักผิว

Ingredients :
Purified Water, Sodium Hyaluronate, Superoxide Dismutase, Camellia Oleifera (Green Tea) Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Extract, Yeast Extract, Glycosphingolipids, Phospholipids, Cholesterol, Butylene Glycol, Xanthan Gum, Disodium Edta, Methylparaben, Imidazolidinyl Urea


Boots : Botanics Radiance Renewal Night Serum

Price: $15.99 / 30 ml.

เซรั่มเนื้อบางเบาตัวนี้มีสาร Antioxidant ในรูปของ Vaccinium Myrtillus หรือ Bilberry มาเป็นอันดับที่สาม และก็มีวิตามินอีแถมมาให้ด้วย บรรจุภัณฑ์ก็เหมาะสม ส่วน Sugar Cane Extract นั้นไม่สามารถ Exfoliate ผิวได้เหมือนกับ Glycolic Acid ตามที่เขาโฆษณา อย่างไรก็ดี Sugar Cane Extract ก็สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้

ส่วนผสมของ Orange Flower Extract นั้นใช้เป็นน้ำหอมและอาจก่อการระคายเคืองได้ แต่ในปริมาณไม่มากนักก็ยังถือว่าพอหยวน ๆ กันได้ ถ้าคุณมีผิว Sensitive จริงๆ ก็มองข้ามตัวนี้ไปดีกว่า

Ingredients :
Water, Glycerin, Vaccinium Myrtillus Extract, Glyceryl Polymethacrylate, Polysorbate 20, Hydroxyethylcellulose, Saccharum Officinarum (Sugar Cane) Extract, Xanthan Gum, Phenoxyethanol, Tocopheryl Acetate, Citrus Aurantium Dulcis (Orange) Flower Extract, Citrus Medica Limonum (Lemon) Peel Extract, Panthenol, Methylparaben, Ginkgo Biloba Leaf Extract, Fragrance, Acer Saccharum (Sugar Maple) Extract, Retinyl Palmitate, Propylene Glycol, Tetrasodium Edta, Dipropylene Glycol, Silica, Propylparaben, Tocopherol


Good Skin : All Firm Rebuilding Serum

Price : $26.00 / 30 ml.

คงต้องรอถึงชาติหน้าถ้าหวังจะเห็นผิว Firm กระชับขึ้น เพราะสารแอนติออกซิแดนท์จากพืชและวิตามินหลายชนิด รวมถึงเปปไทด์ในเซรั่มตัวนี้ไม่สามารถยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยได้

แต่ถ้าคุณไม่คาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างการลดริ้วรอยหรือกระชับผิว นี่ก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพทีเดียวล่ะ

Ingredients :
Water Purified, Butylene Glycol, Methyl Gluceth-20, Peg-75, Glycereth-26, Yeast Extract, Peg-8 Dimethicone, Dimethicone, Green Tea Leaf Extract, Saccharomyces / Magnesium Ferment Extract, Sunflower Seed Extract, Saccharomyces Lysate Extract, Plankton Extract, Saccharomyces / Zinc Ferment Extract, Algae Extract, Saccharomyces / Calcium Ferment Extract, Acetyl Carnitine Hcl, Sodium Rna, Palmitoyl Oligopeptide, Sodium Hyaluronate, Acetyl Glucosamine, Magnesium Ascorbyl Phosphate, Tocopheryl Acetate, Pantethine, Ethylhexylglycerin, Glycerin, Matricaria, Lecithin, Chamomile, Peg/Ppg-20/20 Dimethicone, Cyclopentasiloxane, Dipropylene Glycol, Ppg-6 Decyltetradeceth-30, Hydrogenated Polyisobutene, Xanthan Gum, Oleth-3, Oleth-5, Peg-8, Oleth-3 Phosphate, Glyceryl Polymethacrylate, Potassium Carbomer, Disodium Edta, Bht, Phenoxyethanol, Methylparaben

Skincare Basic 9

Treat your skin needs

หลังจากทำความสะอาด ปรับสภาพ และขจัดเซลล์เสื่อมสภาพไปแล้ว ผิวก็จะพร้อมที่จะได้รับการ Treat หรือบำรุงอย่างเต็มที่ด้วย “Treatment”


ทำไมต้อง Treat ผิวเป็นพิเศษด้วยล่ะ?
 



ถ้ายังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น ร่างกายกำลังเจริญเติบโตและเซลล์ผิวก็ทำงานเต็มที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดี การทามอยซ์เจอไรเซอร์และครีมกันแดดก็เพียงพอแล้วในแต่ละวัน แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นเซลล์ผิวของเราก็ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเก่า และปัจจุบันนี้ทุกที่ก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยมลภาวะที่ก่ออนุมูลอิสระทำลายผิว... การทาเพียงมอยซ์เจอไรเซอร์ที่ช่วยเคลือบให้ความชุ่มชื้นผิวก็คงไม่เพียงพอเสียแล้ว เราจึงต้องหาผลิตภัณฑ์ที่มีสารบำรุงอย่างวิตามินหรือสารแอนติออกซิแดนท์ในระดับที่เข้มข้นมากพอที่จะเสริมการทำงานของเซลล์ผิวและช่วยต้านอนุมูลอิสระ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่ง (ถ้าคุณมีอายุเลย 25 ขึ้นไป)

และเหตุผลที่ควร Treat ผิวหลัง Exfoliate นั่นก็เพราะถ้าเซลล์ผิวเสื่อมสภาพหรือขี้ไคลยังคงทับถมจนหนาเตอะอยู่ที่ผิวชั้นนอก เมื่อเราทา Treatment ลงไปมันก็จะไปกองอยู่ขี้ไคลเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผิวได้รับการบำรุงไม่เต็มที่จากผลิตภัณฑ์ที่เราทาลงไปนั่นเอง

รู้อย่างนี้แล้วทุกท่านก็คงอยากสรรหาเจ้า Treatment มาบำรุงผิวกันจนตัวสั่น แต่ก่อนที่จะออกไปถลุงเงินที่หามาด้วยความยากลำบาก ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลกันเสียหน่อย เพราะผลิตภัณฑ์ Treatment อย่างพวก Serum หรือ Concentrate ที่บรรดาบริษัทเครื่องสำอางขนออกมาวางจำหน่ายนั้น ไม่ใช่ทุกตัวจะดีหรือมีประสิทธิภาพสุดวิเศษอย่างที่เขาโฆษณา

พึงระลึกเอาไว้ว่า “วงการเครื่องสำอางนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับวงการมายาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหลอกลวง”

เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากขั้นตอนนี้มากที่สุดโดยไม่สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ ก็ต้องมาทำความเข้าใจความจริงพื้นฐานที่ถูกชักนำให้มองข้ามกันไปสักหน่อย



“เครื่องสำอาง” ก็ยังคงเป็น “เครื่องสำอาง” อยู่วันยันค่ำ


เห็นกันเกลื่อนทั่วไปตามทีวีและนิตยสาร กับโฆษณาเครื่องสำอางที่อ้างว่า “สามารถย้อนเวลาให้ผิวกลับมาอ่อนเยาว์” “ชุบชีวิตให้ผิวเสียสะสมกลับมาแข็งแรงดั่งเดิม” “ยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม” “ให้ริ้วรอยลึกจางหายไปได้เหมือนการฉีด Derma Filler”

ดู ๆ ไปแล้วราวกับว่า เครื่องสำอางสมัยนี้สามารถดลบันดาลได้ทุกอย่าง...

แต่คำโฆษณาก็คือคำโฆษณา เพราะไม่ว่าเครื่องสำอางหรือ Skincare ที่เราใช้จะมีส่วนผสมที่ดีเยี่ยม เข้มข้น หรือฟังดูดีมากแค่ไหน เครื่องสำอางก็ไม่สามารถหยุดยั้งการเกิดริ้วรอยหรือซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นมาแล้วได้เหมือนกับการทำ Treatment จากแพย์ผิวหนังหรือการศัลยกรรม

คำนิยามของ "เครื่องสำอาง" ก็คือ สารหรือตำรับใด ๆ ที่มุ่งหมายสำหรับใช้สัมผัสกับส่วนต่าง ๆ ภายนอกของร่างกายมนุษย์ (ผิวหนังชั้นนอก รอบดวงตา เส้นผม เล็บ ริมฝีปาก ฟัน ในช่องปาก ส่วนภายนอกของอวัยวะสืบพันธุ์ ) โดยทำหน้าที่หลัก ๆ เพื่อการ ทำความสะอาด ทำให้มีกลิ่นหอม เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก แก้ปัญหากลิ่นกาย เพื่อปกป้องร่างกาย และเพื่อดูแลร่างกายให้อยู่ในสภาพดี

(สรุปจาก "บทบัญญัติเครื่องสำอางแห่งอาเซียน" หรือ "ASEAN Cosmetic Directive Requirements")

สารสำคัญที่มีฤิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการทำงานของผิวได้นั้นทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ (อย่าง Retinoic Acid) จะถูกขึ้นทะเบียนเป็น "ยา" สารที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาจะต้องขายหรือจ่ายให้โดยเภสัชกรหรือแพทย์เท่านั้นและไม่สามารถผสมในเครื่องสำอางได้ ดังนั้นเครื่องสำอางจึงไม่สามารถทดแทนหรือให้ผลได้เทียบเคียงกับ "ยา" "การทำศัลยกรรม" หรือ "การทำ Treatment โดยผู้เชี่ยวชาญ"

ปัจจุบันมีความพยายามที่จะสร้างความสับสนเพิ่มมากขึ้นด้วยคำว่า "เวชสำอาง" หรือ "Cosmeceutical" โดยทำขึ้นเพื่อชีนำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่า "เวชสำอาง" มีความพิเศษและมีประสิทธิภาพมากกว่า "เครื่องสำอาง"

แต่จริง ๆ แล้ว “เวชสำอาง” หรือ "Cosmeceutical" ก็เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับกันเป็นสากลว่ามันควรจะแตกต่างจาก “เครื่องสำอาง” ยังไง การอ่านและเปรียบเทียบส่วนผสมแบบง่าย ๆ ก็สามารถบอกได้แล้วว่าส่วนผสมของ “เวชสำอาง” ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับยา (Pharmaceutical) หรือมีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากเครื่องสำอาง (Cosmetics)


นี่เป็นสิ่งที่ควรรู้และจำขึ้นใจ เพื่อที่จะได้ไม่คาดหวังกับ "เครื่องสำอาง" มากจนเกินขอบเขตของมัน การทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้จะช่วยทำให้คุณไม่หลงมัวเมาไปกับคำโฆษณาสุดวิเศษที่บริษัทเครื่องสำอางพยายามล่อลวงให้คุณเข้าใจผิดและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์



“เราต้องเลือกผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ให้ผลิตภัณฑ์มาเลือกเรา”


Concept พวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครหลายคนรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ที่คนจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จในการ Treat ผิวตามที่ต้องการ เพราะว่าเขาเหล่านั้น โดนกับดักและคำลวงของวงการเครื่องสำอางหลอกให้ไขว้เขว

บริษัทเครื่องสำอางจะกำหนด “กลุ่มเป้าหมาย” ก่อนออกสินค้ามาสักตัว โดยพยายามหว่านล้อมและใช้คำพูดเชิญชวนให้เรารู้สึกไปเองว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นคือสิ่งที่เราต้องการ

แต่แทนที่เราจะตกเป็นกลุ่มเป้าหมาย... ทำไมเราไม่มองว่าเป้าหมายของเราคืออะไร...

อย่าให้คำโฆษณาหรือพนักงานขายมาชี้นำบอกว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นตัวนี้จำเป็นกับเรา เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเราเองว่าผิวของเราต้องการอะไร



มองหา Treatment ที่สารสำคัญมีคุณสมบัติหลากหลาย


บริษัทเครื่องสำอางจะออกผลิตภัณฑ์มามากมายโดยชี้จุดขายที่แตกต่างกันเพื่อกระตุ้นให้เราซื้อผลิตภัณฑ์ที่มากเกินความจำเป็น อย่างเช่น

เซรั่มA ช่วยยกกระชับผิว เซรั่มB ลดริ้วรอย เซรั่มC ทำให้รูขุมขนเล็กลง เซรั่มD ลดเลือนจุดด่างดำ แบบนี้ถ้าเกิดเรามีปัญหาทั้ง 4 อย่าง ก็ต้องใช้เซรั่มทั้ง 4 ตัวนั้นเลยงั้นหรือ?...

จากประสบการณ์ที่ผ่านพบมา มีคนจำนวนมากประโคมโบก Treatment หลายอย่างในเวลาเดียวกันเพราะคิดว่ามันจะช่วยแก้สารพัดปัญหาผิวที่เกิดขึ้นได้ไปพร้อมๆ กัน แต่ที่จริงแล้วการโปะ Treatment หลาย ๆ ตัวไปพร้อมๆ กันจะทำให้ผิวเสี่ยงต่อการระคายเคืองได้มากขึ้น และจำนวนผลิตภัณฑ์ที่เราทาเพิ่มมากขึ้นก็หมายถึงทำให้โอกาสที่ผิวจะอุดตันก็มากขึ้นตามมา

ถ้าสมมุติว่าเรามีปัญหาผิวหลายอย่างที่ต้องการ Treat เราก็ต้องมองหาผลิตภัณฑ์ที่ผสม Active Ingredient ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย อย่างเช่นมีทั้งปัญหาจุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ มีริ้วรอย ในกรณีนี้ “วิตามินซี” คือสิ่งที่เราต้องมองหา เพราะวิตามินซีในความเข้มข้นมากพอ (อย่าง 5 – 10%) จะสามารถลดเลือนเมลานินทำให้จุดด่างดำจางหาย ช่วยกระตุ้นคอลาเจนทำให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลงไปได้ แถมเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ทรงประสิทธิภาพ

หรือถ้ามีปัญหาสิวอุดตัน จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ มีริ้วรอย ยากลุ่มกรดวิตามินเอ อย่าง Retin-A ก็สามารถบรรเทาหรือขจัดปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องประโคมโบกผลิตภัณฑ์หลายตัวให้ผิวระคายเคืองหรือหนักหน้าจนเป็นสิวอุดตันตามมา (แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เพื่อความปลอดภัย)

ในหลายกรณี การใช้ผลิตภัณฑ์ AHAs หรือ BHA ก็ถือเป็น Treatment ที่เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาอะไรมาเพิ่มเป็นพิเศษ ก็มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสารแอนติออกซิแดนท์เข้มข้นมาช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ



ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น “Serum” หรือ “Treatment” หรือ “Concentrate” ไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพหรือเข้มข้นสมชื่อเสมอไป


เครื่องสำอางทุกแบรนด์ในโลกนี้จะโฆษณาผลิตภัณฑ์ Serum ของพวกเขาว่า “เข้มข้น” “อัดแน่น” “อุดม” ไปด้วยสารบำรุงที่แสนจะวิเศษเลอเลิศ ชุบชีวิตผิวที่ทรุดโทรมเป็นผีดิบตายซากให้กลับมาเปล่งปลั่งกระจ่างสว่างใสไร้ที่ติได้ภายในข้ามคืน (บ้างก็บ้ามากขนาดโม้ว่าเห็นผลในทันที)

ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์มาใช้โดยอาศัยแค่คำโฆษณาและคำโปรยในการเลือกซื้อก็สำคัญผิดคิดในใจว่าชั้นได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่บำรุงผิวล้ำลึกถึงวิญญาณ แค่ทาปาดลงไปก็รู้สึกได้เลยว่าผิวกำลังทำงานอย่างเต็มที่เหมือนติดเทอร์โบ

แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่เมื่ออ่าน Ingredient List แล้วพบว่า ผลิตภัณฑ์แบบ Serum ราคาแพงเหยียบหมื่นบางตัวมีสารบำรุงน้อยกว่ามอยซ์เจอไรเซอร์ราคาไม่กี่ร้อยบาทเสียอีก ไม่ได้มีวิตามิน สารสกัด หรือสารบำรุงที่เข้มข้นเป็นพิเศษแตกต่างจากมอยซ์เจอไรเซอร์แบบ Lotion หรือ Cream

เราจึงไม่ควรปักใจเชื่อว่าผลิตภัณฑ์แบบ Serum หรือ Concentrate หรือ Treatment เหล่านั้นจะเข้มข้นไปด้วยสารบำรุงเพียงเพราะมันโฆษณาว่าเป็นอย่างนั้น แต่เราควรจะอ่าน Ingredient List เพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีสารบำรุงในปริมาณที่มากพอจะแสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่รึเปล่า



แล้วทำไมถึงหา Treatment ที่มี Active Ingredients เข้มข้นจริง ๆ ได้ยากในท้องตลาด?


เหตุผลง่าย ๆ ที่เหตุใดบริษัทเครื่องสำอางถึงได้ไม่ใส่พวกสารบำรุงมาเยอะ ๆ นั่นก็เพราะมันทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์สูงขึ้น และก็เป็นความจริงที่ว่า “ยิ่งเข้มข้นมาก โอกาสที่จะระคายเคืองหรือแพ้ก็มากขึ้นตามไปด้วย”

สารบำรุงบางอย่างเช่นวิตามินซีแบบ Ascorbic Acid จะมีประสิทธิภาพเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีค่า pH เป็นกรดและมีความเข้มข้นสูง (ประมาณ 10%) ในความเข้มข้นระดับนี้จะทำให้ผิวรู้สึกแสบยิบ ๆ ขณะใช้ ส่วน Retinol ที่เข้มข้นก็อาจทำให้ผิวลอกได้ เช่นเดียวกันกับ AHAs และ BHA ที่มีความเข้มข้นเหมาะสมและมีค่า pH ถูกต้องการมีโอกาสทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรือแสบบ้างซึ่งถือเป็นอาการปกติ แต่ผู้บริโภคมักจะเข้าใจผิดไปว่าอาการที่เกิดขึ้นนี้เป็นอาการแพ้ และตีโพยตีพายไปว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นไม่ดี

เพื่อเป็นการตัดปัญหา เครื่องสำอางส่วนใหญ่จึงใส่ Active Ingredients ในปริมาณไม่มาก เพื่อลดโอกาสที่จะก่อให้เกิดการระคายเคือง และเน้นทำเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกดีเมื่อทาลงบนผิวมากกว่า (ซึ่งเป็นผลทางคอสเมติค)

แต่ต้องขอบคุณเทคโนโลยี Internet ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลของส่วนผสมเหล่านี้ได้ง่ายกว่าแต่ก่อน ทำให้เครื่องสำอางที่มีแต่ราคาคุยไม่สามารถขายได้ดีเหมือนแต่ก่อน จึงเริ่มมี Treatment เข้มข้นออกมาวางตลาดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน



Treatment ที่ดีควรมีเนื้อเบาบางหรือเหลวที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้


เนื้อผลิตภัณฑ์แบบน้ำเหลว ๆ หรือเจลใส จะทำให้สารบำรุงที่ผสมอยู่ซึมลงผิวได้ดีที่สุด เนื้อผลิตภัณฑ์แบบซิลิโคนลื่น ๆ ก็ถือโอเคเหมือนกัน ควรหลีกเลี่ยง Treatment ที่มีเนื้อเข้มข้นจนเหมือน Lotion หรือ Cream เพราะปริมาณ Oil และ Emollients จะทำให้สารบำรุงต่าง ๆ ซึมลงผิวได้ไม่ดีนัก


คำพูดที่บอกว่า “Serum บำรุงผิวชั้นใน ส่วน Lotion กับ Cream จะบำรุงแค่ผิวชั้นนอก” นั้นไม่เป็นความจริง


พื้นฐานของ “มอยซ์เจอไรเซอร์” จะประกอบไปด้วย “Base” และ “Additive” ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นจะเรียกว่า Liquid, Gel, Serum, Lotion, Emulsion, Cream หรือ Balm ก็ถือเป็น “มอยซ์เจอไรเซอร์” ได้ทั้งหมด สิ่งที่แตกต่างกันหลัก ๆ ก็คือ “Base” หรือ “เนื้อของผลิตภัณฑ์” ส่วน “Additive” นั้นก็เป็นของที่เติมลงไปใน “Base” อย่างเช่นพวกวิตามิน สารสกัด สี น้ำหอม สารกันเสีย

มอยซ์เจอไรเซอร์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Serumหรือ Liquid, Gel, Lotion, Emulsion, Cream, Balm ต่างก็ทำงานที่ผิวชั้นนอก (Epidermis) กันทั้งนั้น โดยหน้าที่หลัก ๆ คือการเคลือบผิวภายนอก เพิ่มหรือเก็บกักความชุ่มชื้น ส่วนจะมีประสิทธิภาพในการบำรุงหรือฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ลึกลงไปอย่างไรต้องมาดูกันที่ Additive ว่าเขาใส่สารตัวไหนลงมา มีประสิทธิภาพจริงไหม ใส่มาในความเข้มข้นเท่าไหร่

แต่อย่างไรก็ดี เนื้อผลิตภัณฑ์แบบ Serumนั้นส่วนใหญ่มักจะมีเนื้อบางเบา มีปริมาณน้ำเยอะ ทำให้ Additive พวกวิตามิน หรือสารที่ละลายในน้ำซึมลงผิวได้ดีกว่า Base แบบ Lotion, Emulsion, Cream หรือ Balm



มองหาส่วนผสมที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง
 

ยิ่งการแข่งขันของบรรดาบริษัทเครื่องสำอางเพื่อแย่งลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดเข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะได้เห็นสารสกัดจากพืชประหลาด ๆ ที่มาจากแหล่งแปลก ๆ มีชื่อไม่คุ้นหูมากขึ้นเท่านั้น นั่นก็เพราะบริษัทเครื่องสำอางจะต้องหาจุดขายใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนนั้นดู Unique แตกต่างโดดเด่นไม่เหมือนของคู่แข่ง

แต่สารที่ถูกค้นพบใหม่เหล่านี้ยังไม่ได้รับการทดสอบหรือพิสูจน์ประสิทธิภาพกันอย่างกว้างขวาง และคำกล่าวอ้างเรื่องประสิทธิภาพก็มักมาจากตัวบริษัทผู้ผลิตเองทั้งนั้น ข้อมูลเหล่านี้จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเอาเสียเลย

คงจะดีกว่าถ้าเราจะมองหาส่วนผสมที่ผ่านการทดสอบพิสูจน์ประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับกันในระดับสากลแล้วว่าดีจริงไม่อิงปาฏิหาริย์

โดยส่วนผสมที่ได้รับการทดสอบและยอมรับกันแล้วว่ามีประโยชน์กับผิวจริงก็มีอยู่มากมายหลายตัว แต่จะขอยกตัวอย่างและอธิบายอย่างละเอียดพร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหล่านั้นมาให้ศึกษากันอย่างจุใจ โดยสามารถคลิกอ่านได้ตามหัวข้อด้านล่างนี้

 


 

Skincare Basic 8

All About Exfoliants

Exfoliants ก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการ Exfoliate คำว่า Exfoliate แปลได้ง่าย ๆ ก็คือการ “ผลัดผิว” นั่นเอง... แต่การ Exfoliate ผิวนั้นดียังไง ทำไมถึงจำเป็นต้อง Exfoliate ผิวด้วย ก็ต้องเท้าความย้อนกลับไปใน Skincare Basic #2 : Understanding Skin Anatomy เสียหน่อย



ผิวของเราจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่เพื่อทดแทนของเก่าอยู่ตลอดเวลาและเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะหลุกลอกออกไปเป็นขี้ไคล กระบวนการนี้เรียกว่า Skin Cell Turnover แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นหรือต้องเผชิญกับมลภาวะ แสงแดด หรือสารก่อการระคายเคือง เซลล์ผิวก็จะทำงานผิดปกติ วงจรการ Turnover ของผิวก็จะช้าลง ส่งผลให้กระบวนการ Exfoliate ตามธรรมชาตินั้นด้อยประสิทธิภาพลงตามไปด้วย เซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือขี้ไคลก็จะสะสมตัวหนาผิดปกติ ทำให้ผิวดูหมองไม่สดใส ชั้นขี้ไคลที่สะสมจนหนาตัวนี้ยังไปบดบังรูขุมขนไม่ให้ไขมันที่ผลิตออกมาสามารถไหลระบายออกได้สะดวก จึงส่งผลต่อเนื่องเป็นสิวอุดตัน (ซึ่งสิวอุดตันก็จะสามารถติดเชื้อและกลายเป็นสิวอักเสบได้เหมือนกัน)

เซลล์ผิวเสื่อสภาพที่พอกพูนสะสมบนผิวนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาผิวอย่างที่ว่ามาแล้ว ยังทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่คุณบรรจงทาลงไปนั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะส่วนใหญ่มันจะไปกองอยู่บนชั้นขี้ไคลและซึมเข้าไปบำรุงผิวได้ไม่เต็มที่

การ Exfoliate ผิวเพื่อให้ชั้นขี้ไคลหนาเป็นปกตินั้นจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญและให้ประโยชน์มากมายหลายด้าน แต่ประโยชน์ที่คุณได้รับจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับวิธีการที่คุณเลือกใช้ในการ Exfoliate ซึ่งแบ่งได้เป็นสองพวกใหญ่ ๆ ก็คือการ Exfoliate แบบ Mechanical และแบบ Chemical


Mechanical Exfoliants ทำงานโดยใช้แรงทางกายภาพในการขัดถูให้ขี้ไคลหลุดออกไป ผลิตภัณฑ์ที่เห็นกันบ่อยก็คือ Scrub ขัดผิวที่ผสม Abrasive Agent อย่าง เม็ดพลาสติก Polyethylene เมล็ดหรือเปลือกผลไม้บดละเอียด หรือ Alumina ที่แพทย์ผิวหนังใช้ในการทำ Micro Dermabration การใช้ใยบวบ ใยสังเคราะห์ขัดผิว หรือแม้แต่ผ้าขนหนู ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

การขัดผิวแบบ Mechanical นี้สามารถขัดขี้ไคลให้หลุดออกไปได้จริง แต่ก็มีผลเสียและทำให้ผิวระคายเคืองหรือบาดเจ็บได้ถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Abrasive Agent ที่คมหรือหยาบเกินไป หรือใช้แรงในการขัดมากเกินไป การขัดผิวยังมีปัญหาเรื่องการ Exfoliate ไม่ทั่วถึงหรือไม่เท่ากัน Mechanical Exfoliants ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งหรือ Sensitive เพราะมันก่อการระคายเคืองได้มากจนเกินไป

Chemical Exfoliants แบ่งออกไป 2 พวกใหญ่ ๆ ก็คือ AHAs และ BHA ทำงานโดยทำให้สารลักษณะคล้ายกาวที่ยึดเซลล์ผิวเสื่อสภาพให้ติดกันแน่นนั้นคลายตัวออก ส่งผลให้ขี้ไคลหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น Chemical Exfoliants ยังปลอดภัย อ่อนโยน และสามารถ Exfoliate ได้ทั่วถึงและสม่ำเสมอมากกว่า Mechanical Exfoliants และผลของการใช้ Chemical Exfoliants ยังไม่หมดแค่เพียงการผลัดเซลล์ผิวภายนอกเท่านั้น มันยังมีประโยชน์กับผิวด้านอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปตาม Chemical Exfoliants ที่ใช้


AHAs และ BHA คืออะไร? ต่างกันอย่างไร? เหมาะกับผิวประเภทใด


AHAs (Alpha Hydroxy Acids) : สารที่อยู่ในกลุ่มของ AHAs นั้นมีมากมายหลายตัว แต่ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ Glycolic Acid และ Lactic Acid โดยที่ Glycolic Acid เป็นรูปแบบของ AHAs ที่มีประสิทธิสูงสุดเนื่องจากมันมีขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด

นอกจากช่วยผลัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพแล้ว AHAs ยังช่วยให้กระบวนการ Skin Cell Turnover ดีขึ้นและยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลาเจนในผิวชั้นกลางได้อีกด้วย (ถ้าใช้ในความเข้มข้นที่เหมาะสม) นอกจากนี้ AHAs ยังมีคุณสมบัติเป็น Water-binding Agent ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นได้อีกด้วย


BHA (Beta Hydroxy Acids) : สารที่อยู่ในกลุ่มมีเพียง Salicylic Acid เท่านั้น โดย Salicylic Acid นั้นเป็นสารกลุ่ม Salicylates เช่นเดียวกับ Aspirin ดังนั้นถ้าคุณแพ้ Aspirin ก็ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี BHA

BHA มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่างที่เหมาะกับคนผิวมันหรือเป็นสิวมาก อย่างแรกคือ BHA สามารถละลายในน้ำมันได้ จึงซึมลงไปในรูขุมขนเพื่อ Exfoliate ปรับสภาพรูขุมขนและลดการอุดตันได้เป็นอย่างดี อย่างที่สองคือ BHA มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้ออ่อน ๆ จึงช่วยลดสิวอักเสบได้บ้าง อย่างที่สามคือ Salicylic Acid มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและต้านระคายเคืองได้ดี นอกจากนี้ BHA ยังช่วยทำให้สารอื่น ๆ ซึมลงผิวได้ดีขึ้นอีกด้วย


ความแตกต่างหลัก ๆ ก็คือ AHAs เป็นสารที่ละลายในน้ำ ส่วน BHA เป็นสารที่ละลายในน้ำมัน

AHAs และ BHA สามารถใช้ได้กับผิวทุกประเภท แต่หลัก ๆ แล้ว AHAs จะเหมาะกับผิวแห้งหรือผิวธรรมดา หรือผิวที่ได้รับความเสียหายจากแสงแดด มีจุดด่างดำ ส่วนBHA จะเหมาะกับผู้ที่มีผิวมัน ผิวเป็นสิว หรือมีผิว Sensitive


ผลิตภัณฑ์ AHAs หรือ BHA ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?


การจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA ให้ได้ประสิทธิผลสูงสุดนั้นต้องคำนึงถึงสามปัจจัยหลัก ๆ คือ “ค่า pH” “ความเข้มข้น” และ “เนื้อของผลิตภัณฑ์” นอกจากนี้ก็ยังต้องปราศจากสารก่อการระคายเคืองหรือมีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากการ Exfoliate ผิวจะทำให้ผิวไวต่อปัจจัยลบมากเป็นพิเศษ

“ค่า pH” และ “ความเข้มข้น”สำคัญต่อ AHAs และ BHAอย่างไร?


ค่า pH หรือค่าความเป็นกรด-ด่าง นั้นสำคัญมากถ้าคุณคิดจะใช้ AHAs หรือ BHA เพราะสารทั้งสองกลุ่มนี้จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นมีค่า pH ประมาณ 3 – 4 โ ดยค่า pH ที่ทาง FDA กำหนดว่าเหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางก็คือ 3.5

ค่า pH ที่ต่ำกว่า 3 จะมีความเป็นกรดมากเกินไปจนทำให้ผิวคุณระคายเคืองได้มากซึ่งจะก่ออันตรายกับผิว

ค่า pH ที่มากกว่า 4.5 ทำให้ AHAs หรือ BHA มีประสิทธิภาพน้อยหรือไม่มีประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิว (แต่ AHAs ก็ยังคงมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้น และ BHA ก็ยังมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและระคายเคืองอยู่ โดยอยู่ในเงื่อนไขว่ามันต้องมีในความเข้มข้นที่เหมาะสม)

ความเข้มข้นของ AHA ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประจำวันก็คือ 5 – 15 % โดยทาง FDA ระบุว่าผลิตภัณฑืที่ใช้กับผิวหน้าไม่ควรมี AHAs เข้มข้นเกิน 10 % และสำหรับผิวกายไม่ควรมี AHAs เกิน 15 % หากคุณพึ่งเริ่มต้นใช้ AHAs เป็นครั้งแรกหรือมีผิว Sensitive ก็ควรเลือกความเข้มข้นที่ต่ำหน่อย เพราะความเข้มข้นที่สูงขึ้นก็หมายถึงโอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองหรือผลข้างเคียงก็เพิ่มขึ้นด้วย

AHAs ที่มีความเข้มข้น 15 – 30 % หรือ Mini Peel ที่ทำตามร้านเสริมสวยนั้นต้องกระทำโดยผู้ที่ได้รับการอบรมมาเท่านั้นและจะต้องมีค่า pH ไม่ต่ำกว่า 3

AHAs ที่มีความเข้มข้นสูงมาก (50 – 70 %) หรือ Chemical Peel จะต้องกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะมีผลค้างเคียงมาก การนำมาใช้เองโดยขาดความรู้อาจก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงกับผิว


ความเข้มข้นของ BHA ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประจำวันก็คือ 1 – 2 % ความเข้มข้นที่มากกว่านี้จะต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น





จะรู้ค่า pH ของผลิตภัณฑ์ AHAs / BHA ได้อย่างไร?


ถ้าผู้ผลิตเขาระบุค่า pH มาให้ด้วยก็โชคดีไป แต่ถ้าเขาไม่ได้ระบุมาก็ต้องทดสอบด้วยการดาษทดสอบค่า pH ซึ่งหาซื้อได้ที่ศึกษาภัณฑ์ ร้านขายอุปกรเคมี หรือร้ายขายยาบางแห่งก็มีเหมือนกัน


วิธีใช้กระดาษทดสอบค่า pH ก็คือจุ่มกระดาษทดสอบลงไปในผลิตภัณฑ์ หรือหยดผลิตภัณฑ์ลงไปบนกระดาษทดสอบ รอจนกว่ากระดาษทดสอบจะหยุดเปลี่ยนสีแล้วค่อยนำไปเทียบเพื่อดูค่า pH โดยระยะเวลาในการรอก็ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของน้ำในผลิตภัณฑ์ ถ้าเนื้อผลิตภัณฑ์เหลวมากหรือมีน้ำมากก็จะได้ผลแทบในทันที แต่ถ้าเนื้อผลิตภัณฑ์ข้นหรือมีปริมาณน้ำน้อยก็ต้องใช้เวลานานขึ้นในการรอผล

ถ้าหาซื้อกระดาษทดสอบค่า pH ไม่ได้หรือไม่อยากจะเสียเงินซื้อ ก็ให้ลองทาผลิตภัณฑ์ลงบนผิวดู ถ้ามีอาการแสบยิบ ๆ เล็กน้อยก็แปลว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีค่า pH ต่ำพอที่จะ Exfoliate ผิวได้ แต่ถ้าแสบมากเหมือนถูกเผาก็อาจเป็นไปได้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีค่า pH ต่ำเกินไป หรืออาจมีความเข้มข้นมากเกินไป หรือผิวคุณอาจ sensitive เกินไป

ผลิตภัณฑ์ AHAs ที่ทาลงไปแล้วไม่ทำให้คุณรู้สึกอะไร (ทั้ง ๆที่คุณพึ่งใช้เป็นครั้งแรก) แปลว่ามันอาจมีค่า pH สูงเกินไป หรือมีความเข้มข้นไม่มากพอ

ผลิตภัณฑ์ที่ผสม BHA เป็นหลักอาจจะลำบากหน่อยในการทดสอบ เพราะ BHA มักไม่ทำให้ผิวเกิดอาการแสบยิบ ๆ เมื่อทา ถึงแม้ว่าจะมีความเข้มข้นเหมาะสมและมีค่า pH ถูกต้องก็ตาม

***Note***

ถ้าจะทดสอบค่า pH ด้วยการทาลงบนผิว ก็ต้องอ่าน Ingredients List ให้ละเอียดก่อนว่ามีสารก่อการระคายเคืองหรือไม่





จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมี AHAs หรือ BHA เข้มข้นเหมาะสม


ผลิตภัณฑ์ AHAs และ BHA ที่ดีควรจะระบุความเข้มข้นมาอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่ได้ระบุมา ก็ต้องดู (เดา) จาก Ingredients List ว่ามีส่วนผสมของ AHAs หรือ BHA มาเป็นลำดับที่เท่าไหร่

สารกลุ่ม AHAs อย่าง Glycolic Acid หรือ Lactic Acid ควรจะมาเป็นอันดับที่ 1- 4 ถึงจะมีปริมาณมากพอที่จะ Exfoliate ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารกลุ่ม BHA หรือ Salicylic Acid นั้นก็ควรมาเป็นลำดับที่ 2 – 8 (ถ้าผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้มาจากอเมริกา ส่วนใหญ่จะแยก Salicylic Acid มาเป็น Active Ingredients ซึ่งจะบอก % มาให้ด้วย)

แต่เพื่อตัดปัญหา คุณจึงควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระบุความเข้มข้นของ AHA มาเลยจะดีกว่า



“เนื้อผลิตภัณฑ์” สำคัญต่อการเลือกใช้ AHAs หรือ BHA ยังไง

ผลิตภัณฑ์ AHAs หรือ BHA ที่ดีนอกจากจะมีความเข้มข้นที่เหมาะสม และมีค่า pH ที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ Texture หรือเนื้อของผลิตภัณฑ์

AHAs ควรจะอยู่ในรูปของน้ำ เจล หรือเซรั่มจะดีที่สุดเนื่องจากสารกลุ่มนี้ละลายในน้ำ เบสโลชั่นหรืออีมัลชั่นก็ยังพอไหว แต่การใช้ AHAs ในเบสครีมที่เข้มข้นนั่นจะทำให้ AHAs ซึมลงผิวได้ไม่ดีเท่าที่ควร

BHA ก็ควรจะอยู่ในเบสน้ำ เจล เพราะผู้มีผิวมันไม่เหมาะจะใช้เบสโลชั่นหรือครีมเนื่องจาก Emollients และ Oil จะไปอุดตันผิวเพิ่มได้


จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมี AHAs หรือ BHA เข้มข้นเหมาะสม


ผลิตภัณฑ์ AHAs และ BHA ที่ดีควรจะระบุความเข้มข้นมาอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่ได้ระบุมา ก็ต้องดู (เดา) จาก Ingredients List ว่ามีส่วนผสมของ AHAs หรือ BHA มาเป็นลำดับที่เท่าไหร่

สารกลุ่ม AHAs อย่าง Glycolic Acid หรือ Lactic Acid ควรจะมาเป็นอันดับที่ 1- 4 ถึงจะมีปริมาณมากพอที่จะ Exfoliate ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารกลุ่ม BHA หรือ Salicylic Acid นั้นก็ควรมาเป็นลำดับที่ 2 – 8 (ถ้าผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้มาจากอเมริกา ส่วนใหญ่จะแยก Salicylic Acid มาเป็น Active Ingredients ซึ่งจะบอก % มาให้ด้วย)

แต่เพื่อตัดปัญหา คุณจึงควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระบุความเข้มข้นของ AHA มาเลยจะดีกว่า





ให้เวลา AHAs/BHA ได้ทำงานบ้าง


เนื่องจากค่า pH มีผลมากต่อประสิทธิภาพของ AHAs/BHA เราจึงควรทา AHAs/BHA และปล่อยให้มันทำงานก่อนสัก 10 - 20 นาทีแล้วค่อยทาเซรั่มหรือครีมบำรุงทับลงไป เพราะปกติแล้วครีมบำรุงผิวจะมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 - 6 หากทาทับ AHAs/BHA ทันทีก็จะไปทำให้ค่า pH สูงขึ้นจนลดประสิทธิภาพของ AHAs/BHA ลงไป

ฟังดูเป็นการเสียเวลา แต่ในระหว่างที่รอเราก็สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วยได้อย่างเช่น ทาครีมที่ตัว จัดของใส่กระเป๋า แต่งตัวไปได้ก็ได้เหมือนกัน





Cleanser ที่ผสม AHAs กับ BHA ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการ Exfoliate ผิว


AHAs กับ BHA จะแสดงประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อถูกทาทิ้งเอาไว้บนผิวเป็นระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น (อย่างต่ำก็หลายนาทีเลยแหล่ะ) แต่การทิ้ง Cleanser เอาไว้บนผิวหน้าเป็นเวลานานนั้นอาจทำให้ผิวคุณเสี่ยงที่จะระคายเคืองจากสารทำความสะอาดใน Cleanser ได้

นอกจากนี้ AHAs กับ BHA ก็ทำให้แสบตาได้ถ้าเกิดเข้าตา ซึ่ง Cleanser ที่ดีควรจะอ่อนโยนจนทำความสะอาดรอบดวงตาได้โดยไม่ก่อการระคายเคือง

ที่สำคัญ ค่า pH ของ Cleanser ส่วนใหญ่จะไม่ต่ำพอที่ AHAs หรือ BHA จะแสดงประสิทธิภาพได้ และน้ำก็ยังทำให้ค่า pH ของผลิตภัณฑ์สูงขึ้นไปอีก

การใช้ Cleanser ที่มี AHAs กับ BHA จึงไม่สามารถ Exfoliate ผิวได้ดีเหมือนกับการทามอยซ์เจอไรเซอร์หรือโทนเนอร์ที่ผสม AHAs / BHA ทิ้งเอาไว้





การใช้ AHAs / BHA เพื่อ Exfoliate ผิวเป็นประจำ "ไม่ได้ทำให้หน้าบางลง" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด


ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่อง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วย Exfoliate ผลัดเซลล์ผิวอย่าง AHAs หรือ BHA ว่าจะทำให้ “หน้าบาง” ลงนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย

สารอย่าง AHAs และ BHA จะไป Exfoliate เฉพาะเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหรือขี้ไคลออกไปเท่านั้น ไม่ได้ไปลอกเอาผิวหนังในชั้นที่ลึกกว่านี้ออกไป ในทางกลับกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี AHAs เข้มข้นเหมาะสม จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลาเจนในผิวชั้นกลางได้ (ซึ่งดูแล้วจะทำให้ผิวหนาและแน่นขึ้นซะมากกว่า)

แน่นอนว่าผิวชั้นขี้ไคลที่สะสมจนหนาตัวนั้นก็มีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกและแสงแดดได้เหมือนกัน การไปลอกเอาขี้ไคลออกก็ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดและปัจจัยลบภายนอกมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ Exfoliate ผิว ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกว่าโดนแดดมากเหมือนเดิมไม่ได้ รู้สึกแสบผิว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผิวคุณบางลง...

คุณก็ต้องมาเลือกเอาเองว่าอย่างไหนจะให้ประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน ถ้าคุณคิดว่าการ Exfoliate ไม่ดีกับผิว ทำให้ผิวไวแสงมากขึ้น คุณก็ไม่ต้องมาบ่นว่าทำไมผิวหมองคล้ำไม่สดใสหรือเป็นสิวอุดตันง่าย

ความจริงในข้อนี้ก็สามารถอธิบายความเชื่อที่ว่า “ไปหาหมอ ใช่ยาหมอแล้วหน้าบาง” ได้เหมือนกัน เพราะว่ายารักษาสิวที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะเป็น Keratolytic Agent อย่าง Benzoyl Peroxide, Tretinoin (Retin-A, Renova) Tazarotene (Tazorac) และ Adapalene (Differin)





Exfoliants และ Sunscreen เป็นของคู่กัน


อย่างที่ได้ทราบกันแล้วว่าการ Exfoliate ผิวจะทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น (เนื่องจากชั้นขี้ไคลที่เคยช่วยกันแดดให้มันถูกลอกออกไป) การปกป้องผิวด้วย Sunscreen (ครีมกันแดด) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (แต่ถึงไม่ได้ Exfoliate ผิวก็ต้องทา Sunscreen เป็นประจำทุกวันอยู่ดี)

การ Exfoliate ผิวโดยไม่ใช้ Sunscreen ในตอนกลางวันจะเปิดโอกาสให้ผิวของคุณถูกทำร้ายจากแสงแดดได้ง่ายกว่าปกติ

Sunscreen ที่เลือกใช้ควรมีค่า SPF15 ขึ้นไป (SPF 30 กำลังดีสำหรับแดดแรง ๆ ในประเทศไทย) ที่สำคัญควรเลือกชนิดที่สามารถกันรังสี UVA ได้ด้วย โดยดูใน Ingredients List ว่ามีส่วนผสมของ Zinc Oxide, Titanium Dioxide, Avobenzone (หรือใช้ชื่อว่า Parsol 1789, Butyl Methoxydibenzoylmethane,BMDM, Eusolex 9020, Escalol 517) Mexoryl SX (หรือใช้ชื่อว่า Ecamsule, Terephthalylidene dicamphor sulfonic acid), TINOSORB® M (Methylene Bis-Benzotriazolyl etramethylbutylphenol) หรือ TINOSORB® S (Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine) อยู่เป็น Active Ingredients หรือเป็นลำดับต้น ๆ ของส่วนผสมรึเปล่า





AHAs เก๊?


มีเครื่องสำอางจำนวนมากที่โฆษณาว่ามีส่วนผสมของ AHAs จากธรรมชาติที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ แต่กลับใส่สารสกัดจากพืชที่ฟังดูเหมือน AHAs แทน สารพวกนี้จะมาในชื่อ Sugarcane Extract, Sugar Maple Extract, Lemon Extract, Mix Fruit Acid เป็นต้น

จริงอยู่ที่ Glycolic Acid นั้นพบได้ในอ้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Sugarcane Extract จะให้ผลเหมือน Glycolic Acid และถึง Lactic Acid จะพบได้ในนม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Milk Extract จะให้ผลเหมือน Lactic Acid เช่นกัน

ผลิตภัณฑ์ที่ดีควรใส่ AHAs ในรูปของGlycolic Acid, Lactic Acid, Ammonium Glycolate, Ammonium Lactate, Calcium Lactate, Potassium Lactate, Sodium Lactate มาเลยจะดีกว่า อย่าไปหลงเชื่อคำโฆษณาและเสียเงินเปล่าประโยชน์กับ AHAs ปลอม ๆ พวกนี้





BHA เก๊?


กระแสคลั่งธรรมชาติกำลังบูมในปัจจุบัน Salicylic Acid อาจฟังดูเป็น “สารเคมี” มากเกินไปในความรู้สึกของผู้บริโภคบางคน (ที่มีความคิดผิด ๆ ว่าสารสกัดจากธรรมชาติไม่ใช่สารเคมี) บริษัทเครื่องสำอางจึงนำเสนอทางเลือกขึ้นมา ซึ่งก็คือสารสกัดจากพืชที่มีองประกอบของ Salicin อย่าง Willow Bark Extract

Salicin เป็นสารตั้งต้นที่จะเปลี่ยนเป็น Salicylic Acid ได้เมื่อรับประทานและผ่านกระบวนการย่อยในร่างกาย แต่การทา Salicin ลงบนผิวนั้นไม่สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็น Salicylic Acid ได้ ดังนั้น Willow Bark Extract จึงไม่สามารถ Exfoliate ผิวได้เหมือนกับ Salicylic Acid แต่อย่างไรก็ดี สาร Salicin ใน Willow Bark Extract ก็สามารถช่วยต้านการระคายเคืองและลดการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี





PHA คืออะไร? ดีกว่า AHAs จริงหรือไม่ อย่างไร?


PHA คือ Polyhydroxy Acid สารกลุ่มนี้เช่น Gluconolactone ทำหน้าที่ได้คล้ายกับ AHA แต่ว่า PHA มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า AHA จึงซึมลงผิวได้ไม่ดีเท่า ผลคือ PHA ก่อการระคายเคืองได้น้อยกว่า AHA แน่นอนว่าการดูดซึมที่ลดลงก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ลดลงด้วยเหมือนกัน

ในความเข้มข้นที่เท่ากัน... AHA จะมีประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์และเปลี่ยนแปลงสภาพผิวโดยรวมได้ดีกว่า PHA แต่ PHA ก็ก่อการระคายเคืองได้น้อยกว่า AHA

PHA จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีผิว Sensitive





ยากลุ่ม “กรดวิตามินเอ” อย่าง Retin-A, Differin ไม่จัดเป็น Exfoliants


มีหลายคนที่เข้าใจผิดว่ายากลุ่มกรดวิตามินเอเป็น Exfoliants เหมือนกับ AHAs หรือ BHA ก็ไม่แปลกที่จะมีการสับสนเกิดขึ้นเพราะผลที่มองเห็นภายนอกนั้นดูคล้ายคลึงกัน แต่แท้จริงแล้ว ยากลุ่มกรดวิตามินเอ นั้นมีหลักการทำงานที่ต่างกับ AHAs, BHA หรือ Exfoliants แบบอื่น ๆ มาก

Exfoliants อย่าง AHAs และ BHA ทำงานที่ผิวชั้นนอกสุดโดยทำให้สารลักษณะคล้ายกาวที่ยึดเซลล์ผิวเสื่อสภาพให้ติดกันแน่นนั้นคลายตัวออก ส่งผลให้ขี้ไคลหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น กระตุ้นกระบวนการ Turnover ของผิว

ในทางกลับกัน

ยากลุ่มกรดวิตามินเอ อย่าง Retin-A หรือ Differin จะทำงานในระดับที่ลึกลงไปถึงผิวชั้นกลาง (Dermis) โดยส่งสัญญาญให้เซลล์ผิวแบ่งตัวและทำงานเป็นปกติ กระบวนการ Turnover จึงสมบูรณ์จากภายใน รูปทรงของรูขุมขนและความหนาตัวของชั้นขี้ไคลจึงเป็นปกติ

ถ้าคุณมีผิวลอกขณะใช้ AHAs หรือ BHA นั่นถือเป็นอาการปกติ เมื่อใช้ต่อไปสักพักจนชั้นขี้ไคลหนาเป็นปกติแล้วอาการผิวลอกก็จะหายไปเอง

แต่ถ้าคุณมีผิวลอก แห้งตึง ขณะใช้ยากลุ่มกรดวิตามินเอ นั่นหมายความว่าผิวกำลังระคายเคืองจากตัวยา ควรลดปริมาณหรือความถี่ในการใช้ลง หรือจะหยุดใช้ตัวยาสักระยะจนผิวกลับมาเป็นปกติแล้วค่อยเริ่มใช้ใหม่อีกครั้ง



ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ AHAs / BHA


ผลิตภัณฑ์ AHAs และ BHA สามารถหาซื้อได้ตามคลินิกรักษาสิวด้วนะขอรับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีราคาไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ กระผมไม่ขอแนะนำว่าของคลินิกไหนดีหรือไม่ดียังไงเพราะไม่มีข้อมูลเรื่องส่วนผสม ยังไงก็รบกวนท่านผู้อ่านไปสอบถามและทดลองใช้กันตามสะดวกนะขอรับ




Good - Paula’s Choice : 8% Alpha Hydroxy Acid Gel

Glycolic Acid เข้มข้น 8% ในเนื้อเจลบางเบาซึมไว มีค่า pH ประมาณ 3.5 มาพร้อมกับสารต้านการระคายเคือง สารแอนติออกซิแดนท์ และสารให้ความชุ่มชื้น ขนาด 118 ml. ราคาเพียง 17.95 $ (ราคาตามเวปไซท์ของไทยที่หิ้วมาขายก็ประมาณ 900 บาท)

ของดีราคาไม่แพงแบบนี้จะอดใจยังไงไหว?

Ingredients :
Water, Glycolic Acid (alpha hydroxy acid/exfoliant), Sodium Hydroxide (pH adjuster), Chamomilla Recutita (Matricaria) Extract (chamomile/soothing agent), Aloe Barbadnesis Leaf Juice (water-binding agent), Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract (antioxidant), Sodium Hyaluronate, Panthenol, Sodium PCA (water-binding agents), Propylene Glycol, Butylene Glycol (slip agents/penetration enhancers), Hydroxyethylcellulose, Polyquaternium-10 (thickeners), Phenoxyethanol, Methylparaben, Ethylparaben, Propylparaben, Butylparaben, Isobutylparaben (all preservatives).


Good - Alpha Hydrox : 10% AHA Oil-Free Formula

Glycolic Acid 10% ในเบสเจล มีสารแอนติออกซิแดนท์และต้านการระคายเคืองมาให้นิดหน่อย ค่า pH ประมาณ 4 ปราศจากสีและน้ำหอม ราคาไม่แพงเท่าไหร่ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

Ingredients :
Water, Glycolic Acid, Ammonium Hydroxide, Sodium Lactate, Green Tea Extract, Carrageenan (Sea Kelp Extract), Panthenol (Vitamin B5), Propylene Glycol, Diazolidinyl Urea, Methylparaben, Propylparaben, PVM/MA Decadene Crosspolymer


Good - Dermalogica : Skin Renewal Booster

AHA ในรูป Lactic Acid (ใน MUA เขาบอกว่ามีประมาณ 10%) กับ BHA หรือ Salicylic Acid น่าจะประมาณ 1 % หรือน้อยกว่า แต่ที่แน่ ๆ มีค่า pH ประมาณ 3.5 (เพราะเคยได้ Sample แถมมา)

ตัวนี้มี Retinol สารให้ความชุ่มชื้น และสารต้านการระคายเคืองมาให้ด้วยแถมบรรจุภัณฑ์ก็เหมาะสม ข้อเสียเล็ก ๆ น้อยก็คือสารสกัดจากพืชบางตัวนั้นใช้เป็นน้ำหอม แต่ปริมาณที่ใส่ก็ไม่มากนักจึงไม่น่าจะเป็นปัยหาอะไร แต่ที่แย่ที่สุดคือราคาแพ๊งแพงแต่ให้มาแค่ 30 ml. เอง...

Ingredients :
Aloe Barbadensis Leaf Extract, Lactic Acid, Butylene Glycol, Caprylic/Capric Triglyceride, Isodecyl Salicylate, Salicylic Acid, Retinol, Sodium Pca, Extracts Of: Hibiscus Rosa Sinensis (Hibiscus), Centaurea Cyanus Flower, Citrus Medica Limonum (Lemon) Fruit, Citrus Aurantium Amara (Bitter Orange) Flower, Chamomilla Recutita (Matricaria) Flower, Lecithin, Peg-12, Dimethicone, Pentylene Glycol, Polysorbate 20, Peg-100 Stearate, Glyceryl Stearate, Polyquaternium-37, Sclerotium Gum, Phenoxyethanol, Methylparaben, Ethylparaben, Butylparaben, Propylparaben, Isobutylparaben


Good - MD Formulations : Vit-A-Plus Illuminating Serum

จากข้อมูลของ www.mdformulations.com ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มี Ammonium Glycolate + Glycolic Acid รวมกันเป็น 15% โดยมีค่า pH 4 ซึ่งการันตีประสิทธิภาพในการ Exfoliate ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีสารแอนติออกซิแดนท์อย่างวิตามินอี ซี สาร Cell-Signaling Substance อย่าง Retinol และสารต้านการระคายเคืองอื่น ๆ มาให้ด้วย บรรจุภัณฑ์แบบขวดปั้มทึบแสงก็สามารถเก็บรักษาสารบำรุงเหล่าให้เสถียรได้เป็นอย่างดี

ข้อเสียเล็กน้อยคือผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไม่เหมาะกับผิวทุกประเภท เนื่องจาก Soybean Oil และ Carnauba Wax คงไม่ทำให้คนที่มีผิวมันหรือเป็นสิวง่ายปลาบปลื้มสักเท่าไหร่ และผิว Sensitive ก็อาจรับ AHA 15% ไม่ไหว ราคาก็แพงโหดร้ายเหลือเกิน แต่ถ้าคุณมีเงินเหลือเฟือที่จะใช้ นี่ก็เป็นผลิตภัณฑืที่ไม่ทำให้คุณเสียเงินเปล่า

Ingredients :
Purified Water, Ammonium Glycolate, Glycolic Acid, Glycine Soja (Soybean)Oil, Copernicia Cerifera (Carnauba) Wax, Tocopheryl Acetate, Retinol, Ceteareth-20, Butylene Glycol, Palmitoyl Hydroxypropyltrimonium Amylopectin/Glycerin Crosspolymer, Ascorbic Acid, Lecithin, Palmitoyl Hydroxypropyltrimonium Amylopectin/Glycerin Crosspolymer, Lecithin, Vitis Vinifera (Grape) Seed Extract, Glycerin, Glyceryl Stearate, Peg-100 Stearate, Sucrose Cocoate, Morus Bombycis (Mulberry) Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Extract, Ceresin, Microcrystalline Cellulose, Cellulose Gum, Tocopheryl Acetate, Sorbitan Stearate, Allantoin Glycyrrhetinic Acid, Bisabolol, Dimethicone, Isododecane, Isohexadecane, Steareth-2, Bht, Methylparaben, Propylparaben, Cetyl Hydroxyethylcellulose, Disodium Edta, Diazolidinyl Urea, Iodopropynyl Butylcarbamate


Average - NeoStrata : Lotion Plus, AHA 15

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ถือเป็นระดับมาตรฐานเพราะไม่มีอะไรมากไปกว่า Glycolic Acid 15% ในเบสโลชั่น ปราศจากสี น้ำหอม และมีค่า pH ก็เหมาะสม

แต่ผลิตภัณฑ์ AHAs ที่ดีควรใส่สารต้านการระคายเคืองมาให้บ้าง หรือจะแถมสารแอนติออกซิแดนท์มาเพิ่มสักหน่อยก็คงจะน่าใช้กว่านี้

Ingredients :
Water, Glycolic Acid, Propylene Glycol, Stearic Acid, Ammonium Hydroxide, Hydroxyethylcellulose, Glyceryl Stearate, Peg-100 Stearate, Peg-40 Stearate, Isopropyl Palmitate, Cetyl Alcohol, Sorbitan Stearate, Magnesium Aluminum Silicate, Cholesterol, Stearamidopropyl Dimethylamine, Isostearic Acid, Dimethicone, Petrolatum, Tetrasodium Edta


Average - La Prairie : 3-Minute Peel

แพง + โม้เกินจริง + ประสิทธิภาพไม่สมราคา

ทาง La Prairie โฆษณาไว้ว่า 3-Minute Peel สามารถให้ผลลัพธ์ได้ในระดับเดียวกับการ Chemical Peeling จากผู้เชี่ยวชาญ ลดปัญหารูขุมขนกว้าง ปราศจากการระคายเคือง... อะไรจะโม้แหลกขนาดนี้

ดูจากส่วนผสมแล้วผลิตภัณฑ์ตัวนี้มี Lactic Acid + Glycolic Acid กับ Salicylic Acid รวมกันไม่น่าจะถึง 10 % เสียด้วยซ้ำ แล้วจะไปเทียบกับการทำ Chemical Peeling จากผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ AHA + BHA มากกว่า 20 % ได้ยังไง?

แล้วการใช้ AHAs / BHA ที่มีค่า pH เป็นกรด (pH 3 – 4) ย่อมมีโอกาสระคายเคืองผิวได้ทั้งนั้น และการทาผลิตภัณฑ์ที่มี AHA + BHA ไม่ถึง 10% ก็ควรทิ้งเอาไว้เกิน 3 นาทีจึงจะมีประสิทธิภาพในการ Exfoliate เต็มที่ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ยังมีน้ำหอมและ Fragrance Componet ที่ก่อการระคายเคืองได้แถมราคาก็แพงกระเป๋าฉีกอีกต่างหาก เป็นการลงทุนที่มองไม่เห็นความคุ้มค่าเลยแม้แต่นิดเดียว....

Ingredients :
Water, Hydroxyethyl Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer, Lactic Acid, Polysorbate 40, Glycolic Acid, Tetrahydroxypropyl Ethylenediamine, Polyglyceryl-3 Laurate, Peg-8/Smdi Copolymer, Hexylene Glycol, Salicylic Acid, Malic Acid, Glycoproteins, Panax Ginseng Root Extract, Equisetum Arvense (Horsetail) Extract, Sucrose, Glutamic Acid, Aspartic Acid, Hydroxyethylcellulose, Glucose, Fructose, Disodium Edta, Tocopheryl Acetate, Disodium Lauriminodipropionate Tocopheryl Phosphates, Butylene Glycol, Dextrin, Urea, Polyquaternium-7, Alanine, Fragrance, Hydroxyisohexyl 3-Cyclohexene Carboxaldehyde, Butylphenyl Methylpropional, Alpha-Isomethyl Ionone, Linalool, Citronellol, Hydroxycitronellal, Phenoxyethanol, Chlorphenesin, Benzoic Acid, Sorbic Acid, Methylparaben, Titanium Dioxide


Average - Mario Badescu : Glycolic Acid Toner

Toner ตัวนี้มี Glycolic Acid มาเป็นอันดับสุดท้าย จึงไม่เข้มข้นพอที่จะ Exfoliate ผิวได้ ส่วน Grapefruit Fruit Extract ใช้ประโยชน์ในการเป็นสารกันเสียให้ผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้หวังได้แค่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นจาก Aloe Vera เท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

Ingredients :
Deionized Water, Aloe Vera (Aloe Barbadensis Leaf Juice) Gel, Citrus Grandis (Grapefruit) Fruit Extract, Glycolic Acid


Bad - La Prairie : Cellular Retexturizing Booster

เซรั่มตัวนี้มีปริมาณ AHA และ BHA ในระดับความเข้มข้นที่สามารถคาดหวังประสิทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี และค่า pH ก็เป็นกรดอ่อนด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมมอยซ์เจอไรเซอร์ วิตามิน และสารแอนติออกซิแดนท์หลายตัว แถมมีวิตามินเอในรูป Retinyl Palmitate ที่ทำให้ผิวทำงานได้อย่างเป็นปกติ

แต่อนิจจา

มันไม่ได้อ่อนโย๊น~อ่อนโยนอย่างที่ทาง La Prairie คุยฟุ้งไว้สักนิด Sd Alcohol ที่เป็นส่วนผสมอันดับสามนั้นไม่เหมาะที่จะเอามาใส่ในผลิตภัณฑ์ AHA / BHA เนื่องจากมันจะทำให้ผิวที่ใช้ AHA / BHA อยู่จะระคายเคืองได้มากขึ้น ซ้ำร้ายยังมี Volatile Fragrant Oil อย่าง Lavender และ Geranium มาซ้ำเติมผิวให้ย่ำแย่ลงไปอีก

ถ้าไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำมันหอมระเหยนี่ก็เป็นผลิตภัณฑ์ AHA / BHA ที่ดีตัวหนึ่ง แต่ก็ไม่สมควรจะมีราคาแพงขนาดนี้อยู่ดี

Ingredients :
Water, Aloe Barbadensis Leaf Juice, Sd Alcohol 40-B, Lactic Acid, Glycolic Acid, Propylene Glycol, Butylene Glycol, Ethoxydiglycol, Sodium Hydroxide, Hydroxyethylcellulose, Glycoproteins, Panax Ginseng Root Extract, Equisetum Arvense (Horsetail) Extract, Sorbitol, Sodium Pca, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Tocopheryl Acetate, Ascorbyl Palmitate, Retinyl Palmitate, Arginine, Lysine, Glycine, Proline, Salicylic Acid, Lavandula Angustifolia (Lavender) Oil, Anthemis Nobilis (Chamomile) Flower Oil, Pelargonium Graveolens Flower Oil, Camellia Sinensis Leaf Extract, Cucumis Sativus (Cucumber) Fruit Extract, Scutellaria Baicalensis Root Extract, Sodium Hyaluronate, Xanthan Gum, Phospholipids, Linalool, Citronellol, Geraniol, Disodium Edta, Sodium Metabisulfite, Sodium Sulfite, Phenoxyethanol, Methylparaben, Butylparaben, Ethylparaben, Propylparaben, Isobutylparaben


Bad - DDF : Glycolic 10% Toning Complex

เป็น Toner ที่เกือบจะดีแต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะ SD Alcohol 40 ที่มาเป็นอันดับ 3 และ Menthol ที่เป็นสารก่อการระคายเคืองทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ดับอนาถ

ถ้าตัดส่วนผสมสองตัวนี้ไปได้นี่จะเป็น Toner ผสม AHA ที่น่าใช้มากทีเดียว

Ingredients :
Water, Glycolic Acid, SD Alcohol 40, Aloe Barbadensis (Aloe Vera) Leaf Extract, Sodium Pca, Lactic Acid, Disodium Edta, Menthol, Potassium Hydroxide, Propylene Glycol, Methyl Gluceth-20, Allantoin, Chamomilla Recutita (Matricaria) Extract (Chamomile), Hamamelis Virginiana (Witch Hazel) Extract, Methylparaben, Phenoxyethanol, Propylparaben


Bad - NeoStrata : AHA 8% Oily Skin Solution

Glycolic Acid 8% แบบน้ำที่มี Alcohol Denat มาเป็นอันดับที่สอง

การใช้ AHAs หรือ BHA นั้นทำให้ผิวระคายเคืองได้อยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำให้มันระคายเคืองหนักกว่าเดิมด้วยแอลกอฮอล์อีกด้วยล่ะ?

Ingredients :
Water, Alcohol Denat., Glycolic Acid, Propylene Glycol, Ammonium Hydroxide, Polyquaternium-10, Chlorhexidine Digluconate, Polysorbate 20, Tetrasodium Edta


Good - Paula’s Choice : 2% Beta Hydroxy Acid Liquid

Salicylic Acid 2% มีค่า pH ประมาณ 3.5 เนื้อผลิตภัณฑ์เหลวเป็นน้ำเหมือนโทนเนอร์ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน wax หรือ Thickener เลย จึงทำให้มันมีโอกาสอุดตันผิวต่ำ เหมาะกับทุกสภาพผิวโดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมันหรือกำลังประสบปัญหาสิว นอกจากนี้ก็ยังพ่วงสารต้านการระคายเคืองและสารแอนติออกซิแดนท์มาให้ด้วย ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่นัก

พูดมากกว่านี้เดี๋ยวจะหาว่าเชียร์... พอแค่นี้ดีกว่า...

Ingredients :
Water, Methylpropanediol (slip agent/penetration enhancer), Salicylic Acid(beta hydroxy acid/exfoliant), Camellia Oleifera (Green Tea) Extract (anti-irritant/antioxidant), Butylene Glycol, Polysorbate-20 (water-binding agents), Sodium Hydroxide (pH balancer), Disodium EDTA (preservative).


Average - Darphin : Skin Mat Balancing Serum

เซรั่มตัวนี้มี Salicylic Acid มาเป็นอันดับที่ 4 ซึ่งก็น่าจะพอประมาณได้ว่ามีความเข้มข้นประมาณ 1 – 2 % มีสารต้านการระคายเคืองอย่าง Dipotassium Glycyrrhizate มาให้ด้วย

แต่อย่างไรก็ดี ค่า pH ของผลิตภัณฑ์ตัวนี้อยู่ที่ 4.7 (ตามที่หนังสือ Don’t Go To The Cosmetic Counter Without Me ได้บอกเอาไว้) จึงไม่สามารถคาดหวังประสิทธิภาพในการ Exfoliate ได้ นอกจากนี้ยังไม่มีสารดูดซับความมันที่จะทำให้ผิว Matte สมชื่อ แบบนี้ถือว่าธรรมดาเกินไปหน่อย

Ingredients :
Water, Butylene Glycol, Pentylene Glycol, Salicylic Acid, Dipotassium Glycyrrhizate, Copper Pca, Laminaria Saccharina Extract, Phellodendron Amurense Bark Extract, Tocopherol, Alcohol, Caprylyl Glycol, 1,2-Hexanediol, Cellulose Gum, Xanthan Gum, Tris (Tetramethylhydroxypiperidinol) Citrate, Peg-40 Hydrogenated Castor Oil, Ethylhexylglycerin, Sodium Citrate, Disodium Edta, Tetrasodium Edta, Citric Acid, Fragrance, Linalool, Butylphenyl Methylpropional, Limonene, Benzyl Salicylate


Bad - Dermalogica : Medicated Clearing Gel

ห่วยแบบเกินคำบรรยาย เพราะผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นแหล่งรวมของสารก่อการระคายเคืองนานาชนิด แถม Salicylic Acid 2% ที่ใส่มาก็ไม่มีประโยชน์เพราะค่า pH ที่วัดได้สูงกว่า 5 ซะอีก...

Active Ingredients : Salicylic Acid 2%

Other Ingredients : Water, Peg-32, Pvm/Ma Decadiene Crosspolymer, Extracts Of: Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf, Thymus Vulgaris (Thyme), Camellia Oleifera Leaf; Essential Oils Of: Melaleuca Alternifolia (Tea Tree) Leaf, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf, Salvia Officinalis (Sage), Citrus Aurantium Dulcis (Orange), Geranium Maculatum, Zingiber Officinale (Ginger) Root, Cymbopogon Martini, Cymbopogon Nardus (Citronella); Citric Acid, Retinyl Palmitate, Phenoxyethanol, Sodium Hydroxide, Xanthan Gum, Zinc Acetate, Dipotassium Glycyrrhizate, Zinc Sulfate, Polysorbate 20, Cyclodextrin, Butylene Glycol, Peg-40 Hydrogenated Castor Oil, Hydrolyzed Algin, Sodium Hyaluronate, Propylparaben, Methylparaben, Limonene, Geraniol, Linalool, Citronellol


Skincare Basic 7

Is Toner Really Necessary?

Toner มีประโยชน์อย่างไร? จำเป็นต้องใช้หรือไม่?

แต่โบราณกาลมา Toner ถูกผลิตโดยการชูจุดขายในการ “ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางที่ตกค้าง” นั่นเป็นเพราะสมัยก่อนคงใช้พวก Cleansing Cream หรือ Cleansing Lotion ทำความสะอาดเครื่องสำอางแล้วใช้สำลีหรือกระดาษทิชชู่เช็ดออก (ไม่ได้ล้างออกด้วยน้ำ) จึงต้องใช้ Toner เพื่อช่วยเช็ดคราบตกค้างที่หลงเหลืออยู่ออกให้หมด… แต่ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีก้าวไกล Cleanser แบบ Detergent Base สามารถทำความสะอาดได้หมดจดไม่เหลือคราบตกค้าง (ถ้าคุณใช้อย่างถูกวิธีนะ) Toner ที่มีประโยชน์เพียงเพื่อทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางที่ตกค้างคงจะล้าสมัยไปแล้ว

Toner ที่ดีจะมีคุณประโยชน์กับผิวอย่างมากมาย เริ่มตั้งแต่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมต่อการบำรุงขั้นต่อไป (เพราะผิวที่มีความชื้นอยู่จะได้รับประโยชน์จากมอยซ์เจอไรเซอร์ได้ดีกว่าผิวที่แห้งสนิท) และถ้า Toner ที่คุณใช้มีค่า pH เป็นกรดอ่อนก็จะสามารถช่วยปรับค่า pH ให้ผิวได้ในทันทีอีกด้วย (ถ้ารอให้ผิวปรับค่า pH ด้วยตัวเองต้องใช้เวลา 30 นาทีขึ้นไปเชียวนะ) นอกจากนี้ Toner ที่ส่วนผสมดีเลิศก็จะอุดมไปด้วย Soothing Agent ที่ช่วยปลอบประโลมผิวจากการระคายเคือง มีสารแอนติออกซิแดนท์ วิตามิน สารสกัดจากพืชที่ช่วยบำรุงผิวได้ในขั้นตอนเดียว ถ้าเด็ดมาก ๆ ก็จะมี AHAs หรือ BHA ที่มีความเข้มข้นและค่า pH เหมาะสมมาให้ด้วย ก็ทำให้คุณลดขั้นตอนการบำรุงผิวไปได้อีก 1 ขั้น





จำเป็นต้องใช้ Toner รึเปล่า... ตามหลักการก็คงบอกว่าไม่จำเป็นขอรับ แต่ถ้าคิดที่จะใช้ก็ต้องหาโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมดี ๆ ก็จะมีประโยชน์กับผิวมากมาย ในทางกลับกัน...ถ้าคุณไปดันทุรังใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมห่วย ๆ มันก็จะเป็นการเสียเงิน เสียเวลาเปล่า และอาจจะก่อปัญหาผิวอื่นๆตามมาอีกด้วย



Toner, Tonic, Astringent เหมือนกันรึเปล่า? แล้วทำไมบางผลิตภัณฑ์ที่เหลวเป็นน้ำเหมือน Toner กลับเรียกว่า Lotion?



ไม่ว่าจะชื่อ Toner หรือ Tonic หรือ Astringent ต่างก็มีลักษณะเป็นน้ำเหมือนกัน ใช้หลังล้างหน้าเพื่อเตรียมผิวเหมือนกัน ส่วนจะมีคุณสมบัติอย่างไรเราต้องดูกันที่ส่วนผสมเป็นหลัก

ผลิตภัณฑ์ที่ระบุเอาไว้ว่าเป็น Astringent ก็จะสื่อว่ามันมีคุณสมบัติในการกระชับรูขุมขน ซึ่งเป็นผลมาจากแอลกอฮอล์หรือสารสกัดที่มีคุณสมบัติเป็น Astringent อย่าง Witch Hazel ทำให้รูขุมขนหดตัว (จากการระคายเคือง)

บางผลิตภัณฑ์ที่เหลวเป็นน้ำแต่กลับเรียกว่า Lotion นั้นก็ไม่เชิงว่าผิดซะทีเดียว เพราะคำว่า Lotion จะหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความหนืดต่ำถึงปานกลาง ส่วนใหญ่เครื่องสำอางที่มาจากประเทศญี่ปุ่นจะเรียกผลิตภัณฑ์ที่เหลวเป็นน้ำแบบ Toner ว่า Lotion และจะเรียกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือนน้ำนมข้น ๆ ว่า Emulsion แทน (ตัวอย่างก็เช่น Kose : Sekkisei) และมี Toner ที่มีเนื้อข้นจนเหมือน Emulsion ขายอยู่บ้างเหมือนกัน (อย่างเช่น Lancome : TONIQUE CONFORT)


Toner ที่มีส่วนผสมดีเป็นอย่างไร? แล้ว Toner แบบไหนที่เรียกว่าไม่ดี?


การจะบอกว่า Toner ตัวไหนมีคุณภาพดีนั้น เราต้องดู Ingredients List ว่ามีส่วนผสมของสารแอนติออกซิแดนท์อยู่เยอะไหม มี Soothing Agent มาช่วยลดการระคายเคืองบ้างรึเปล่า มี Natural Moisturizing Factor ช่วยให้ความชุ่มชื้นรึเปล่า ที่สำคัญต้องปราจาก Alcohol ชนิดระเหยง่าย (อย่าง Alcohol Denat., SD-Alcohol, Ethanol) รวมถึงไม่มีส่วนผสมของสารก่อการระคายเคืองอื่น ๆ (ไม่มีสีและน้ำหอมด้วยจะเลิศมาก)

Toner ที่มีส่วนผสมแค่ (น้ำ + แอลกอฮอล์ + สารให้ความชุ่มชื้นนิดหน่อย + น้ำหอม + สี + สารกันเสีย) นั้นถือเป็นโบราณวัตถุที่สมควรจะอัปเปหิตัวเองไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังมี Toner เส็งเคร็งแบบนี้ออกวางขายกันอยู่ทั่วไป ซ้ำร้ายก็อาจมีราคาแพงกระฉูดอีกด้วย




Toner แบบไหน เหมาะกับผิวประเภทใด?


ผิวทุกสภาพสามารถได้รับประโยชน์จาก Toner ได้ถ้ารู้จักเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหมาะกับผิว

ผู้ที่มีผิวผสมถึงผิวมันก็ต้องเลือก Toner ที่ให้ความชุ่มชื้นแบบบางเบา ไม่มี Oil, Emollients หรือ Film-Forming Agent ที่ทำให้หน้ามันเหนียวเหนอะหนะ สำหรับผู้ที่มีผิวมันมาก Toner ที่มีส่วนผสมดีจะสามารถเป็นมอยซ์เจอไรเซอร์ไปในตัว ไม่จำเป็นต้องทาครีมหรือโลชั่นเพิ่มความมันบนผิวให้หนักหน้า


ผู้ที่มีผิวแห้งก็ต้องเลือก Toner ที่มีส่วนผสมของพวก Lipid, Emollients, หรือ Oil เพื่อช่วยเคลือบให้รู้สึกลื่นสบายผิว สารกลุ่ม Soothing Agent ที่ช่วยลดการระคายเคืองได้ก็เหมาะกับผิวแห้งมากเหมือนกัน


ผู้ที่มีผิวธรรมดานั้นก็ต้องเลือก Toner ที่ปราศจากแอลกอฮอล์และสารก่อการระคายเคืองเหมือนกับผิวแบบอื่น เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนผสมพวก Lipid, Emollients, หรือ Oil มาเสริมก็ได้


สำหรับผิวเป็นสิวก็สามารถเลือกใช้ Toner ตามแบบผิวมัน อาจจะผสม Alcohol บ้างก็ได้ เพราะ Alcohol มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้และบางคนไม่ได้ไวต่อสารตัวนี้เป็นพิเศษ แต่คุณก็ต้องรู้ด้วยว่า Alcohol นั้นมีผลเสียกับผิวมากมาย ตั้งแต่ทำให้ผิวแห้งกร้าน ก่ออนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิว และก่อความระคายเคืองได้ง่าย ในบางคนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Alcohol ปริมาณสูงก็ทำให้สิวที่เป็นอยู่นั้นย่ำแย่ลงได้ (หรือไม่เคยมีสิวมาก่อนก็กลายเป็นสิวได้) ยังมีวิธีการรักษาสิวอีกมายมายที่ปลอดภัยกว่าการใช้ Toner ที่มีส่วนผสมของ Alcohol ซึ่งคุณต้องชั่งใจดูว่าประโยชน์ที่คุณได้นั้นคุ้มกับสิ่งที่คุณต้องเสียไปหรือไม่




ใช้ Toner ที่มีส่วนผสมของ Alcohol แล้วไม่ดีต่อผิวอย่างไร?


Toner หรือเครื่องสำอางที่ผสม Alcohol มาในปริมาณสูงจะให้ความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นแห้งเร็ว (มันระเหยเร็วขอรับ ไม่ได้หมายความว่ามันซึมลงผิวไปได้เร็ว) ไม่หนักหน้า ทำให้รูขุมขนหดตัว (ด้วยความระคายเคือง)

Alcohol มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ จึงสามารถช่วยรักษาสิวได้ในบางคน แต่ Alcohol ก็ยังทำลายชั้น Intercellular Matrix ที่ช่วยเคลือบปกป้องผิวจากปัจจัยลบภายนอกอีกด้วย การใช้ Alcohol กับผิวบ่อย ๆ จะทำให้ชั้นเคลือบปกป้องผิวอ่อนแอลง ผิวก็จะแห้ง หยาบกร้าน และติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ Alcohol ยังก่ออนุมูลอิสระที่เป็นศัตรูร้ายทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวแก่เร็วอีกด้วย

ส่วนตัวแล้วกระผมจะไม่แนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Alcohol ในปริมาณสูง หรืออยู่ในอันดับที่ 1 – 4 ของ Ingredients List ส่วนถ้าอยู่ในอันดับถัดไปอย่างอันดับที่ 5 – 8 ก็ยังถือว่าพอทนสำหรับคนที่ไม่ได้ไวหรือแพ้ Alcoholเป็นพิเศษ แต่ถ้ามันถูกผสมอยู่ท้าย ๆ ของส่วนผสมก็แปลว่ามันมีปริมาณน้อยมากจึงไม่น่าจะก่อผลเสียอะไรกับผิว สามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องกังวลขอรับ



จะใช้ Toner อย่างไรดี... ชุบสำลี ใช้ฝ่ามือ หรือสเปรย์ลงบนผิว

 


จริงๆ แล้วก็สามารถพลิกแพลงใช้ได้ทุกแบบเพียงแต่การใช้แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป

การชุบสำลีแล้วเช็ดอย่างเบามือจึงช่วยเก็บกวาดสิ่งตกค้างได้ดีกว่าการฉีดพ่นหรือการมือประคบ (แถมช่วยเช็ดเอาเซลล์ผิวที่ลอกออกมาได้ด้วย) การใช้สำลีเช็ดยังไม่ทำให้ผลิตภัณฑ์หกหรือหยดเลอะเทอะเหมือนกับการใช้มือประคบแถมยังมั่นใจเรื่องความสะอาดได้อีกด้วย แต่การเช็ดสำลีแรงเกินไปก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้เหมือนกัน แล้วบางทีสำลีก็ทำให้สิ้นเปลืองผลิตภัณฑ์มากไปหน่อย ถ้าต้องการประหยัดผลิตภัณฑ์ มั่นใจว่ามือเราสะอาดดี และทำความสะอาดผิวได้หมดจด ก็ไม่ต้องใช้สำลีก็ได้

การเทโทนเนอร์ลงบนฝ่ามือแล้วแปะ ประคบ ตบเบา ๆ บนใบหน้าก็เป็นวิธีที่ทั้งประหยัดและให้ความรู้สึกดี แต่ก็ต้องมั่นใจว่ามือเราสะอาดดี วิธีการใช้แบบนี้จะไม่ช่วยเก็บกวาดสิ่งสกปรกหรือเซลล์ผิวที่หลุดลอกออกมาได้เหมือนกับการใช้สำลี

ส่วนการสเปรย์ลงผิวนั้นก็ทำได้สะดวกดีมิใช่น้อย แต่ถ้าจะใช้วิธีนี้ก็ต้องระวังเรื่องส่วนผสมมากหน่อยเพราะถ้าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้มีสารก่อการระคายเคืองมันก็จะไปทำให้ผิวที่บอบบางอย่างดวงตาหรือรอบดวงตาระคายเคืองได้ โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมดีทุกชนิดสามารถนำมาใส่ขวดปั้มสเปรย์ได้ทั้งนั้น จะใส่เป็นขวดเล็ก ๆ เพื่อฉีดพ่นเรียกความสดชื่นระหว่างวันก็ดีมิใช่น้อย (พวกสเปรย์น้ำแร่แบบกระป๋องน่ะไม่ต้องไปซื้อมาให้เปลืองเงินหรอก ถ้าคิดว่าน้ำแร่นั้นแสนดีกับผิวก็ไปซื้อน้ำแร่ขวด ๆ สำหรับดื่มมาเทใส่ขวดสเปรย์ใช้เองก็ได้ เพราะว่าก๊าซที่อัดอยู่ในกระป๋องมันทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้เมื่อฉีดลงบนผิว)



เช็ด Toner ย้อนรูขุมขนหรือตามรูขุมขนแบบไหนดีกว่ากัน?

ยังไม่มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มาเปรียบเทียบว่าการเช็ด Toner วิธีใดให้ผลดีกว่ากัน แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องเช็ดอย่างอ่อนโยนเบามือ จะใช้วิธีแตะ ๆ ไล่มาเรื่อย ๆ ก็ได้

บรรจุภัณฑ์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือก Toner รึเปล่า?


ถ้าคุณอ่านส่วนผสมแล้วว่าโทนเนอร์ที่คุณใช้มีสารแอนติออกซิแดนท์หรือวิตามินที่ไวต่อแสง บรรจุภัณฑ์ที่เป็นขวดใสแจ๋วก็จะทำให้สารบำรุงเหล่านั้นเสื่อมไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณอุตส่าห์ลงทุนจ่ายเงินเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดี ๆ ก็ควรเลือกตัวที่มีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้าโทนเนอร์ที่คุณเน้นให้ความชุ่มชื้นเป็นหลัก จะเป็นขวดใสก็ไม่เป็นไรขอรับ


เช็ดโทนเนอร์แล้วสำลีมีคราบดำ ๆ นั่นเป็นเพราะเรายังทำความสะอาดไม่ดีพอรึเปล่า


มีความเป็นไปได้สองอย่าง

อย่างแรกคือทำความสะอาดในขั้นตอนก่อนหน้านี้ไม่ดีพอ ถ้าคุณแต่งหน้าโดยใช้เครื่องสำอางแบบกันน้ำหรือติดทนนาน ควรใช้ Makeup Remover ก่อนทุกครั้ง และการใช้ Detergent-Base Cleanser ก็ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่น้อยจนเกินไป เพื่อให้มี Surfactant มากพอในการทำความสะอาด ถ้าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ควรใช้ร่วมกับผ้าขนหนูหรือ Wash Cloth

อย่างที่สอง คราบที่ติดสำลีหลังเช็ดโทนเนอร์นั้นอาจเป็นส่วนปลายของของสิวอุดตัดหรือสิวเสี้ยน (ที่เรียกว่าสิวหัวดำ) คราบดำ ๆ นี้ไม่ใช่สิ่งสกปรกหรือฝุ่นละอองที่ตกค้างแต่เป็นไขมันอุดตันที่เกิดการ Oxidize เมื่อสัมผัสกับออกซิเจนจนกลายเป็นสีดำ


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ประเภท Toner
 
 
 

Good - Paula’s Choice : Skin Balancing Toner

โทนเนอร์เป็นสิ่งที่โดดเด่นมากในแบรนด์ Paula’s Choice เพราะคุณจะหาโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมดี ๆ แบบนี้ได้ยากมากในท้องตลาด หรือถ้าหาได้มันก็อาจมีราคาแพงหูดับ

ส่วนผสมหลัก ๆ ก็คือสารให้ความชุ่มชื้น มี Niacinamide มาเป็นอันดับที่สี่ วิตามินตัวนี้มีประโยชน์มากมายหลายด้าน (หาอ่านได้ใน Blog นี้แหล่ะขอรับ) นอกจากนี้ก็มีสารต้านการระคายเคือง สารแอนติออกซิแดนท์และ Natural Moisturizing Factor ไม่มีน้ำหอม สี และสารก่อการระคายเคืองที่มักใส่ในโทนเนอร์ทั่วไป

ถ้าคุณคิดจะลงทุนกับโทนเนอร์สักตัว ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็มีราคาไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ ราคาใน USA ขายที่ 14.95$ ราคาตามเวปไซท์ของไทยที่หิ้วเข้ามาขายก็ประมาณ 800 – 900 บาท ที่ถูกที่สุดเท่าที่เห็นก็คือ 775 บาทขอรับ

(PS. ส่วนจะซื้อที่ไหนยังไง รบกวนไปพยายามหากันดูเองนะขอรับ)

Ingredients :
Water, Glycerin, Butylene Glycol (water-binding agents), Niacinamide (vitamin B3/cell-communcating ingredient), Adenosine Triphosphate (cell-communicating ingredient/skin conditioning agent), Anthemis Nobilis (Chamomile) Flower Extract (anti-irritant), Arctium Lappa (Burdock) Root Extract (antioxidant), Hydrolyzed Jojoba Esters, Hydrolyzed Vegetable Protein (skin conditioning agents), Sodium PCA, Panthenol, Sodium Hyaluronate (water-binding agents), Sodium Chondroitin Sulfate (skin conditioning agent), Ceramide 3, Ceramide 6 II, Ceramide 1, Phytosphingosine, Cholesterol (lipid-based water-binding agents), Tetrahexyldecyl Ascorbate (vitamin C/antioxidant), Oleth-10, DEA-Oleth-10 Phosphate, Sodium Lauroyl Lactylate (emulsifiers), Polysorbate-20 (skin conditioning agent), Caprylyl Glycol, Hexylene Glycol (preservatives), Sodium Citrate (pH adjuster), Carbomer, Xanthan Gum (thickener), Trisodium EDTA (chelating agent), Phenoxyethanol (preservative)


Good - ProActiv Solution : Revitalizing Toner

โทนเนอร์ตัวนี้มี Glycolic Acid มาเป็นอันดับสอง ความเข้มข้นยังไม่แน่ชัดเพราะว่าเท่าที่หาข้อมูลดูบางแหล่งก็บอกว่า 5% บางแหล่งก็บอกว่า 6% เอาเป็นว่ามันก็น่าจะมากพอที่จะมีประโยชน์ในการ Exfoliate ผิวได้บ้างแหล่ะ (แต่จะให้ดีควรมีความเข้มข้น 8 - 15 %) ถ้าตัด Witch Hazel Extract ออกไปหรือมีปริมาณน้อยกว่านี้หน่อยก็คงจะได้มงกุฏไปครองแล้ว เพราะสารแอนติออกซิแดนท์ สารต้านการระคายเคืองและสารให้ความชุ่มชื้นนั้นหลากหลายดี

Benzophenone-4 หรือสารกรองรังสี UV ปริมาณเล็กน้อยนี้ใส่มาเพื่อยืดอายุการเก็บของผลิตภัณฑ์ขอรับ ไม่ได้ช่วยปกป้องแสงแดดให้ผิวคุณได้ สีและน้ำหอมก็คงไม่เหมาะกับผิว sensitive จริง ๆ สักเท่าไหร่

Ingredients:
Water, Glycolic Acid, Hamamelis Virginiana (Witch Hazel) Extract, Anthemis Nobilis Flower Extract, Rosa Canina Fruit Extract, Aloe Barbadensis Leaf Juice, Sodium Pca, Panthenol, Glycerin, Propylene Glycol, Allantoin, Polysorbate-20, Hydroxyethylcellulose, Sodium Hydroxide, Benzophenone-4, Tetrasodium Edta, Methylparaben, Propylparaben, Imidazolidinyl Urea, Fragrance, Blue 1, Yellow 5


Good - Eucerin : Balancing Toner

เป็นโทนเนอร์ระดับมาตรฐาน แต่ที่ได้ไฟเขียวไปเพราะว่ามันปราศจากสีและน้ำหอม บวกกับปริมาณ Water-binding Agent ที่น่าประทับใจ ราคาก็ถือว่ากลาง ๆ ไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป หาซื้อได้ง่าย

Ingredients :
Water, Dipropylene Glycol, PEG-8 Sodium Lactate, Sodium PCA, Panthenol, Alanine, Serine, Glycine, PEG-40 Hydrogenated Beaver Oil, Trisodium EDTA, Polyquaternium-10, Methylparaben, Polyaminopropyl Biguanide


Average - Neutrogena : Alcohol-Free Toner

เป็นตัวอย่างของโทนเนอร์มาตรฐานสำหรับปัจจุบัน ประกอบไปด้วยน้ำ + Slip Agent + สารให้ความชุ่มชื้น + สารกันเสีย + น้ำหอม

ที่ได้แค่ระดับปานกลางเพราะปริมาณสารให้ความชุ่มชื้นน้อยไปหน่อย ถ้าเพิ่มพวก Sodium Hyaluronate หรือสารแอนติออกซิแดนท์กับต้านการระคายเคืองมาให้อีกอย่างละนิดก็คงจะน่าใช้กว่านี้มาก แต่อย่างไรก็ดีนี่ก็เป็นโทนเนอร์ปราศจากแอลกอฮอล์ที่มีราคาถูกและหาซื้อได้ไม่ยาก

Ingredients :
Purified Water, PEG-4, Butylene Glycol, Polysorbate 20, Ceteth-24, Choleth-24, Panthenol, Glycereth-26, Sodium Pca, Benzalkonium Chloride, Disodium Edta, Sodium Chloride, Methylparaben, Propylparaben, Fragrance


Average - clé de peau BEAUTÉ : Gentle Balancing Lotion / Lotion Tendre

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีราคาแพงสยองโลกแต่ส่วนผสมไม่ได้ควรค่าแก่ป้ายราคาแม้แต่น้อย

Alcohol ที่มาเป็นอันดับสามทำให้โทนเนอร์ตัวนี้อาจก่อการระคายเคืองได้ในระกับหนึ่ง แต่ถึงคุณจะมองข้ามเรื่องแอลกอฮอล์ไป โทนเนอร์ตัวนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า น้ำ + Slip Agent + สารให้ความหวานที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น + สารกันเสีย ที่เหลือก็คือสารสกัดจากพืชปริมาณเล็กน้อยที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้วก็สี

Ingredients :
Water, Butylene Glycol, Alcohol, Glycerin, Xylitol, Maltitol, Ppg-13 Decyltetradeceth-24, Methylparaben, Trisodium Hedta, Sodium Citrate, Sodium Acetyl Hyaluronate, Rosa Roxburghii Extract, Scutellaria Baicalensis Extract, Yellow 6, Yellow 10


Average - Lancôme : Secret De Vie Precious Reviving Toner

โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมแบบนี้ถือว่าแย่กว่าระดับธรรมดา ถึงจะมีส่วนผสมหลายตัวแต่หลัก ๆ แล้วมันไม่มีประโยชน์อะไรกับผิวสักเท่าไหร่

Alcohol Denat มาเป็นอันดับสี่อาจทำให้ผิวระคายเคืองได้บ้าง Titanium Dioxide กับ Mica จำนวนมากให้ผลทางคอสเมติคช่วยกระจายแสงเพื่อหลอกให้คุณคิดรู้สึกว่าผิวดูกระจ่างขึ้นทันทีที่ใช้ สารที่มีประโยชน์กับผิวจริงๆ ถูกใส่มาในปริมาณไม่มาก นอกจากนี้ยังมี Fragrance Component อยู่หลายตัว ซึ่งทำให้นี่เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเงินเอาเสียเลย...

Ingredients :
Water, Butylene Glycol, Glycerin, Alcohol Denat., Titanium Dioxide, Mica, Cyclodextrin, Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid, Sodium Hydroxide, Sodium Hyaluronate, Yeast Extract, Peg-60 Hydrogenated Castor Oil, Peg-192 Apricot Kernel Glycerides, Algae Extract, Limonene, Mannitol, Propylene Glycol, Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer, Geraniol, Disodium Edta, Rosa Gallica (Rosa Gallica) Flower Extract, Disodium Succinate, Methyl Gluceth-20, Methylparaben, Butylphenyl Methylpropional, Citronellol, Alteromonas Ferment Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Fragrance


Bad - Sisley : Botanical Grapefruit Toning Lotion

ถ้าถามถึงโทนเนอร์ที่โคตรแพงแต่ห่วยบรม กระผมจะนึกถึง Sisley เป็นอันดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้วยการรวมตัวของส่วนผสมที่เป็นหายนะของผิวอย่าง SD Alcohol 39-C และสารสกัด Grapefruit ที่ก่อการระคายเคืองได้ รวมถึงสีและน้ำหอม แต่เอามาขายในราคาแพงไร้ศีลธรรมเยี่ยงนี้ถือเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง...

Ingredients :
Water, SD Alcohol 39-C, Citrus Grandis (Grapefruit) Extract, Propylene Glycol, Benzoic Acid, Phenoxyethanol, Peg-40 Hydrogenated Castor Oil, Triethanolamine, Methylparaben, Yellow 5, Red 4, Butylparaben, Fragrance, Ethylparaben, Propylparaben


Bad - Guerlain : Issima Success Model Smoothing Toner Advanced Formula

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีแอลกอฮอล์มาเป็นอันดับสอง แล้วก็ตามมาด้วย Glycerin ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น PEG-60 Hydrogenated Castor Oil เป็น Emulsifying Agent ส่วน Phenoxyethanol, Chlorphenesin, Methylparaben เป็นสารกันเสีย ส่วนผสมที่มีประโยชน์กับผิวถูกใส่มาหลังจากนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไรกับผิว เขาไม่ได้โกหกคุณที่ว่าสินค้าของเขานั้นมีสารบำรุงหลากหลาย เพียงแต่เขาไม่ได้บอกคุณว่ามันมีปริมาณน้อยนิดก็เท่านั้น

ถ้านี่เป็นโทนเนอร์ที่คุณคิดว่ามัน Advanced ดียอดเยี่ยมแล้วล่ะก็เชิญไปสอยมาใช้ได้ตามใจอยากเลยขอรับ

Ingredients :
Water, Alcohol, Glycerin, PEG-60 Hydrogenated Castor Oil, PEG-150, Phenoxyethanol, Tromethamine, Carbomer, Chlorphenesin, Methylparaben, Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer, Benzophenone-4, Disodium EDTA, Tetrasodium EDTA, Butylene Glycol, Fragrance, Propylene Glycol, Tocopheryl Acetate, Styrene/Acrylates Copolymer, Triticum Vulgare (Wheat) Protein, Biosaccharide Gum-1, Sodium Hyaluronate, Alpha-Isomethyl Ionone, Hydrolyzed Soy Flour, Aloe Barbadensis Leaf Extract, Citronellol, Peg-40 Hydrogenated Castor Oil, Geraniol, Linalool, Yeast Extract, Rosa Centifolia Flower Extract, Crataegus Monogina Flower Extract, Hydrolyzed Linseed Extract, Sodium Lauryl Sulfate, Artemisia Capillaris Flower Extract, Potentilla Erecta Root Extract, Butylparaben, Ethylparaben, Limonene, Propylparaben, Isobutylparaben, Red 4, Yellow 5


Bad - Dermalogica : AGE Smart Antioxidant Hydramist

กระผมยกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า โทนเนอร์ที่เริ่มต้นมาดีแต่ตกม้าตายกลางทางมันเป็นอย่างไร

ไล่อ่านส่วนผสมตั้งแต่ต้นไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่านี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ส่วนผสมแต่ละตัวล้วนมีประโยชน์ต่อผิวไม่ว่าจะเป็นเปปไทด์ วิตามินซีเสถียรแบบ MAP สารให้ความชุ่มชื้น สารแอนติออกซิแดนท์ และสารต้านการระคายเคือง

นี่จะเป็นโทนเนอร์ที่ยอดเยี่ยมและสมควรได้รับการสรรเสริญจากปูเป้เป็นแน่แท้ถ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ตัดส่วนผสมที่อยู่ครึ่งหลังออกไปเพราะ Citral, Citronellol, Eugenol, Farnesol, Geraniol, Hydroxycitronellal, Isoeugenol, Linalool, Acorus Calamus, Aniba Rosaeodora (Rosewood) Wood Oil, Eugenia Caryophyllus (Clove) Flower Oil, Pelargonium Graveolens Flower Oil, Rose Flower Oil, Citrus Medica Limonum (Lemon) Peel Oil/Extract ทั้งหมดนี้เป็นสารก่อการระคายเคืองทั้งสิ้น...


Ingredients :
Water, Palmitoyl Tripeptide-5, Arginine/Lysine Polypeptide, Magnesium Ascorbyl Phosphate, Glucosamine Hcl, Carboxymethyl Beta-Glucan, Camellia Sinensis Leaf Extract, Bambusa Vulgaris Leaf/Stem Extract, Pisum Sativum (Pea) Extract, Aloe Barbadensis Leaf Juice Powder, Sodium Lactate, Sodium Pca, Sorbitol, Proline, Dipotassium Glycyrrhizate, Methyl Gluceth-20, Lecithin, Tocopherol, Glycerin, Peg-40 Hydrogenated Caster Oil, Tocopheryl Acetate, Disodium Edta, Benzyl Pca, Phenoxyethanol, Butylene Glycol, Citral, Citronellol, Eugenol, Farnesol, Geraniol, Hydroxycitronellal, Isoeugenol, Linalool, Acorus Calamus, Aniba Rosaeodora (Rosewood) Wood Oil, Eugenia Caryophyllus (Clove) Flower Oil, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil, Pelargonium Graveolens Flower Oil, Rose Flower Oil, Citrus Medica Limonum (Lemon) Peel Oil/Extract, Caprylic